ถ้าเทียบความคึกคัก อาจไม่เท่ารับสมัครผู้ว่าฯปี 65 ที่มีผู้สมัครระดับ ”บิ๊กเนม” หลายคน ที่ลงชนกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ คนที่ลงพื้นที่เคลื่อนไหวในเชิงหาเสียงกับคนกรุงเทพฯ ก่อนหน้านั้นเป็นแรมปี
ครั้งนั้น หลายพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ กล้าจะลงแข่งขัน แม้คะแนนนิยมจากการทำสำรวจของโพลหลายสำนัก นายชัชชาตินำมาแต่ต้นและต่อเนื่อง กระทั่งทิ้งห่างเข้าป้าย วันเลือกตั้ง 22 พ.ค.65 ด้วยคะแนนประวัติศาสตร์ 1.38 ล้านเสียง
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม.
แต่ครั้งนี้ วันรับสมัครวันแรก 28 พ.ค.69 ยังมีสีสันจากผู้สมัครและกองเชียร์ทำให้คึกคักพอสมควร แม้อาจจะไม่ถึงขั้นเป็น “บิ๊กเนม” สำหรับคอการเมืองทั่วไป เพราะมีส่งแบบ “แพ็กทีม” ทั้งผู้ว่าฯ และ สก.เพียง 2 พรรคการเมือง
จากพรรคประชาชน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ และนายอนุชา บุรพชัยศรี หรือ เจมส์ มีดีกรีอดีต สส.ทั้งคู่
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หรือ ดร.โจ ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน
นอกนั้นเป็นผู้สมัครอิสระ ที่บางคนถือว่าโปร์ไฟล์ไม่ธรรมดา อย่าง ”หม่อมกร” ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักเคลื่อนไหวด้านปฏิรูปพลังงานมายาวนาน นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีต สส. และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
“ดร.โจ้” นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล อดีต สก.กรุงเทพฯ และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง หรือแม้แต่ “บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เพื่อนร่วมรุ่น นรต.36 ของพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา อดีต ผบ.ตร.ที่ลงสมัครในนามพรรคเศรษฐกิจ ที่มี พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ เป็นหัวหน้าพรรค
“บิ๊กหยม” พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคเศรษฐกิจ
ยังมีสีสันที่น่าจับตาสำหรับผู้มัคร สก.ในกลุ่มผู้สมัครอิสระ หรือแม้แต่กึ่งการเมือง อย่าง “เพื่อไทย ไลฟ์” ที่อนุญาตให้ผู้สมัครสก.บางส่วนใช้โลโก้พรรคเพื่อไทยได้ และหลายกลุ่ม พยายามเสนอตัวพร้อมสนับสนุนนายชัชชาติ แต่เจ้าตัวออกโรงยืนยัน ไม่ได้สนับสนุน สก.คนหนึ่งคนใด หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
แม้ในทางปฏิบัติ บางกลุ่มผู้สมัคร สก.จะใช้สีที่เป็นสัญลักษณ์สีเดียวหรือใกล้เคียงกัน ทั้งยังปิดกันให้แซ่ดวงในว่า มีความเกี่ยวโยงถึงกัน เพราะมีอดีตที่ปรึกษานายชัชชาติไปร่วมในวันเปิดตัวกลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีอดีต สก.ในพรรคค่ายสีแดง ไปอยู่ในกลุ่มใหม่นี้ด้วย
เท่ากับจะว่าไปแล้ว ไม่ต่างจากเจ้าบ่าวเนื้อหอม ที่ถูกสาว ๆ รุมจีบหวังจะได้เป็นเจ้าสาว เพราะคู่แข่งรายอื่น ๆ มีโอกาสค่อนข้างน้อย
แต่กระนั้น ที่น่าจับตาเป็นพิเศษ ไม่พ้นคู่แข่งจากพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยครองพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งผู้ว่าฯ - สส. รวมกระทั่ง สก. แต่นับจาก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ที่ได้เป็นผู้ว่าฯ ติดต่อกัน 2 สมัยแล้ว ปชป.ถูกมองว่า คะแนนนิยมในกรุงเทพฯถดถอยลงอย่างชัดเจน เลือกตั้ง สส.2 ครั้งหลัง ไม่ได้ สส.ในเมืองหลวงเลย
เลือกตั้ง สก.หลังสุดปี 65 ได้ สก. 9 คน เมื่อบวกกับการได้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แจ้งเกิดทางการเมืองบนเวที สส.กรุงเทพฯ กลับมาคุมทัพค่ายสีฟ้าใหม่ ทำให้ทั้งเอฟซีนายอภิสิทธิ์และเอฟซีพรรค เริ่มกลับมามีความหวังอีกครั้ง แม้นายอนุชา ผู้สมัครผู้ว่าฯของพรรค อาจเปรียบเทียบกับกระแส “ดร.เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ที่ได้อันดับ 2 ครั้งที่แล้ว ในนามพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ก็ตามที แต่ยังแอบหวังลุ้น สก. ที่ยังปักธง สก.กลับคืนมาได้ หนำซ้ำ ครั้งนี้ได้อดีต สก.พรรคค่ายสีแดงเข้ามาเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 คน คาดว่า จะเบียดฐานท้องถิ่นเอาไว้ได้บ้าง
นายอนุชา บุรพชัยศรี ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์
ต่างจากพรรคประชาชน ที่เลือกตั้ง สส.ครั้งหลังสุดกวาด สส.กรุงเทพฯได้ทั้ง 33 เขต 33 คน ซึ่งจะเป็น “ตัวช่วย” สำคัญสำหรับเลือกตั้ง สก.ครั้งนี้ ให้เพิ่มจาก 14 คน ในการเลือกตั้งปี 65 ได้แน่ ๆ หรืออาจถึงขั้นกวาด สก.ส่วนใหญ่เอาไว้ในมือ เพื่อกรุยทางนั่งประธานสภากรุงเทพฯ ที่จะมีบทบาทในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณสนับสนุนการทำงานของนายชัชชาติที่เป็นฝ่ายบริหาร
ขณะที่การดับเครื่องชน เปิดประเด็น “ระบอบสีน้ำเงิน” ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ทั้งประกาศไม่ขอโทษ สว.กรณีพาดพิงว่า เป็นระบอบสีน้ำเงินตามเงื่อนไขของ 89 สว. ไม่เพียงหวังผลเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ที่พรรคประชาชนมีความพยายามมาตลอดตั้งแต่พรรคก้าวไกล ตามคำพูดของ “หัวหน้าเท้ง” เท่านั้น
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ยังถูกมองว่า เป็นการส่งสัญญาณถึงด้อมส้มและคนกรุงเทพฯที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงเมืองหลวง กทม.ไปจากเดิมอย่างชัดเจน คือ ไม่เพียงแค่เน้นผลงานแบบ “เส้นเลือดฝอย” ที่เป็นแนวทางหลักของนายชัชชาติ และถูกมองว่า พยายามเลี่ยงไม่ปะทะกับรัฐบาลในเชิงนโยบายหรือประเด็นใหญ่ที่เป็นปัญหาของกรุงเทพฯ เพราะโดยความจริง โครงสร้างและการทำงานของ กทม. ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ผ่านกระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งควบเก้าอี้ตัวนี้อยู่
การประกาศท้ารบ “ระบอบสีน้ำเงิน” จึงอาจหวังผลถึงขั้นพลิกเกมทางการเมือง เพราะเสมือนเสนอทางเลือกให้คนกรุงเทพฯชั่งใจ ว่าควรจะเลือกใคร ระหว่างคนเก่าที่จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างหรือคนใหม่ ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ตามนโยบายหาเสียง กรุงเทพฯง่าย ๆ บายผู้ว่าประชาชน เป็นกลยุทธ์ที่แหลมคม และไม่อาจมองข้ามได้ของพรรคค่ายสีส้ม ผ่านสนามชิงผู้ว่าฯกรุงเทพฯและ สก.
วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส
อ่านข่าว
ประจักษ์วิเคราะห์ : "เท้ง" เปิดศึก 89 สว. ซัดเอเยนต์ระบอบสีน้ำเงิน
ประจักษ์วิเคราะห์ : นายกฯ ต้องไม่เพียงรู้จัก "สุชาติ" ดี แต่ "ความเหมาะสม-พึงรู้" ต้องเกิด










