ประจักษ์วิเคราะห์ : ตีเช็คเปล่าแก้ รธน. เกมกระชับอำนาจพลัส

การเมือง
16:50
จำนวนผู้ชม 20
ประจักษ์วิเคราะห์ : ตีเช็คเปล่าแก้ รธน. เกมกระชับอำนาจพลัส

ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่ม หมวด 15/1 ของพรรคภูมิใจไทย มีความน่าสนใจ ระคนคำถามหลายประการ ท่ามกลางคำพูดสำทับของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรค ในหลายประโยคให้ดูดีและโดดเด่นตามสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นพรรคแรกที่ยื่นแก้ไขผ่านกระบวนการรัฐสภา แก้ข้อครหาไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่ใส่ใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเป็นการตอบสนองผลประชามติของประชาชนที่ประสงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมทั้งประโยคทิ้งท้าย "มีแต่จริงใจ ไม่ใช่จิงโจ้"

ประเด็นแรกเป็นการเสนอญัตติในฐานะพรรคการเมือง ไม่ใช่ร่างแก้ไขของรัฐบาล นอกจากยืนยันไม่แตะหมวด 1 หมวดทั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์แล้ว ยังเสนอตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. รวม 100 คน จากการเลือกของรัฐสภาจังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และจากผู้เชี่ยวชาญ อีก 23 คน

วิธีการคือเคาะเลือกจังหวัดละ 1 คน และบัญชีสำรองอีก 3 คน เช่นเดียวกับ สสร. กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ที่แบ่งเป็นด้านกฎหมายมหาชน ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง หรือการร่างรัฐธรรมนูญ รวม 23 คน ยังให้มีบัญชีสำรอง ประเภทละ 3 คนด้วย

โมเดลในร่างของพรรคภูมิใจไทย ในอีกด้านหนึ่ง ได้นำไปสู่ประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งประเด็น สสร. ที่มีทั้งตัวจริงและตัวสำรอง แต่ล้วนมีส่วนร่วมเช่นกัน ในกรรมาธิการยกร่าง 45 คน มี สสร.จริง 30 คน สสร.สำรอง 15 คน และกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นอีก 45 คน สสร.จริง 15 คน สสร.สำรอง 15 คน และจากประชาชน 15 คน

เหตุใด สสร. สำรอง จึงทำหน้าที่ไม่ต่างจาก สสร.จริง หรือเหตุใดจึงมีมากถึง 300 คน หรือเพื่อหวังเพิ่มจำนวนคนผ่าน สสร. สำรอง

หรือในการเคาะเลือก สสร.ของสมาชิกรัฐสภา ที่ให้เป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมือง และ สว. รูปแบบเดียวกับการเลือกกรรมาธิการสามัญ คือ สส. 500 คน จะได้โควตา สสร.ประมาณ 70-71 คน และ สว. 200 คนจะได้โควตา สสร. 29-30 คน

เมื่อเคาะเลือกตามโควตาพรรค พรรคภูมิใจไทยจะได้โควตามากที่สุด ประมาณ 27 คน พรรคเพื่อไทย ได้โควตา 10 คน หรือหากคิดจากฐาน 292 เสียงที่อยู่ฝ่ายรัฐบาล จะมีโควตารวมถึง 41 คน ซึ่งหากรวมกับ สว. เสียงส่วนใหญ่ที่ถูกมองว่า เชื่อมโยงกับค่ายสีน้ำเงิน ประมาณ 140-150 คน จะมีโควตา สสร. อีกราว 20 คน

เท่ากับได้ครองเสียงข้างมากใน สสร. และสามารถกำหนดแนวทางและเนื้อหารัฐธรรมนูญได้อยู่ดี

แม้ว่านายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จะพยายามแย้งว่า ไม่สามารถนำมารวมกันได้ เพราะอยู่คนละสภา และคอการเมืองทั่วไป อาจไม่คิดแบบนั้น

ในร่างแก้ไขของพรรคภูมิใจไทย ยังคงไว้ซึ่งบทบาทและความสำคัญของ สว. โดยจำนวน สว. สำหรับเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ ครั้งนี้เสนอให้ใช้เสียง 1 ใน 4 หรือประมาณ 50 คน จากในมาตรา 256 ให้ใช้ สว. 1 ใน 3 ของจำนวนที่มีทั้งหมด

แม้ในกรณีไม่ผ่าน ยังมีเปิดช่องให้ไปต่อได้ โดย ครม. หรือ สส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด หรือ สส. และ สว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของสมาชิกสองสภา มีสิทธิเสนอญัตติต่อรัฐสภา ให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกได้

สะท้อนให้เห็นว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างมาก ต้องไปต่อให้ถึงที่สุด ในสถานการณ์ที่เรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกจุดพลุจนเป็นภารกิจที่ต้องทำ โดยเฉพาะหลังการทำประชามติรอบแรก ที่มีคนเห็นชอบให้แก้ถึง 21.6 ล้านเสียง หรือคิดเป็น 58.64% จากผู้มาใช้สิทธิ

ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีรายละเอียดว่า ประเด็นใดบ้างที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนที่เคยมีความพยายามยื่นร่างแก้ไขช่วงแรก ๆ จะเป็นเรื่องอำนาจในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของ สว. ซึ่งจบลงตามบทเฉพาะกาลไปแล้ว ไม่ต่างอะไรกับการตีเช็คเปล่า

ครั้นหากหวังจะแก้บทบาทของ สว. ดังที่หลายฝ่ายคาดหวัง ก็อาจต้องทำใจ เพราะในร่างของพรรคภูมิใจไทย ยังคงไว้ 1 ใน 4 สำหรับแก้รัฐธรรมนูญ

ยังไม่นับความจริง ตั้งแต่แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่เป็นฉบับของประชาชนมีส่วนร่วมจริง ๆ เป็นต้นมา ล้วนแล้วแต่วนเวียนอยู่กับเรื่องโครงสร้างอำนาจ จำนวน สส. เขต และบัญชีรายชื่อ เรื่องบัตรเลือกตั้ง โดยอ้างประชาชนจะได้สิทธิประโยชน์ ทั้งที่ความจริง ฝ่ายการเมืองและผู้มีอำนาจต่างหากที่ได้ประโยชน์

อย่างเดียวที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชน คือไพรมารีโหวต แต่ถึงขณะนี้ ยังไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ มีการร้องเรียนว่าแค่จัดฉากเท่านั้น

และที่สำคัญ ได้แก้ที่มา สว. จากเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนจากรัฐธรรมนูญ 40 เป็น สว. ปัจจุบัน มาจากกลุ่มที่เป็นเครือข่ายของนักการเมืองและผู้มีอำนาจ แทนที่ สว. จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล แต่กลับเป็นผู้อยู่ในสังกัดของกลุ่มผู้มีอำนาจ และใช้นิติสงครามเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

นักวิชาการอย่าง ผศ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ธรรมศาสตร์ เคยวิพากษ์ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า แก้รัฐธรรมนูญแค่เปลือกนอกอย่างระบบเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถแตะต้องโครงสร้างเชิงอำนาจซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่แท้จริงได้

การเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ จึงอาจเป็นเสมือนการนำต้นแบบพิมพ์เขียวที่รัฐบาล คสช. นำร่องไว้ กระทั่งสามารถอยู่บนอำนาจได้นานถึง 9 ปีเต็ม เพื่อเสริมแกร่ง กระชับอำนาจให้มั่นคงยิ่งขึ้น ก็เป็นได้

วิเคราะห์ : ประจักษ์ มะวงศ์สา บรรณาธิการอาวุโส

อ่านข่าว :

"อนุทิน" นำภูมิใจไทยยื่นแก้ รธน. ยันจริงใจทำตามเจตนารมณ์ ปชช.

"ณัฐพงษ์" อัดร่างแก้ไข รธน.ภูมิใจไทย ล็อกสเปกขัด 3 หลักการ

"พริษฐ์" จวกรัฐไม่จริงใจ ไม่คิดแก้ไข รธน.ตามเสียงประชามติ