วันนี้ (27 ส.ค.2569) นายศรพล ตุลยะเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กบข.
โดยมีสาระสำคัญคือการเปิดโอกาสให้ข้าราชการที่เกษียณอายุราชการแล้ว สามารถนำเงินบำนาญรายเดือนกลับเข้ามาออมไว้กับกองทุน กบข. ได้ มาตรการนี้นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงโอนเงินแล้ว ยังช่วยให้สมาชิกที่เกษียณอายุยังคงได้รับผลตอบแทนจากการบริหารจัดการเงินทุนอย่างต่อเนื่อง
เผยสถิติหนี้สิน ขรก.เกษียณ สูงกว่าเงินออม
กบข. ได้เตรียมสภาพคล่องเพื่อรองรับการถอนเงินออมของข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการใน ก.ย.2569 จำนวนกว่า 20,000 คนเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงสถิติสะท้อนภาวะน่ากังวล โดยพบว่าข้าราชการเกษียณจะได้รับเงินจากกองทุน กบข. เฉลี่ยคนละ 1,000,000-1,500,000 บาท (ไม่รวมเงินออมจากแหล่งอื่น) แต่กลับมีภาระหนี้สินเฉลี่ยสูงถึงไม่น้อยกว่า 1,800,000 บาท/คน
ปัจจัยสำคัญมาจากพฤติกรรมการออมที่เปลี่ยนไป โดยข้าราชการสมัครเข้าเป็นสมาชิก กบข. ช้าลง จากเดิมเฉลี่ยตั้งแต่อายุ 25 ปี เขยิบเป็นอายุ 29 ปี อีกทั้งสมาชิกส่วนใหญ่ไม่นิยมเพิ่มวงเงินออมต่อเดือน และขาดการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ส่งผลให้เงินออม ณ วันเกษียณไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้สิน กบข. จึงเร่งรัดเชิญชวนให้สมาชิกเลือกวิธีรับเงินคืนแบบทยอยจ่ายเพื่อเป็นค่าครองชีพรายเดือน แทนการถอนเงินออกไปทั้งหมดในคราวเดียว
สำหรับแนวโน้มการปฏิรูประบบราชการของรัฐบาล ทั้งมาตรการทยอยเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) รวมถึงการตรึงอัตรากำลังและยุบเลิกหน่วยงานใน 11 สาขานั้น กบข. อยู่ระหว่างติดตามรายละเอียดอย่างใกล้ชิด แต่ยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของกองทุน โดยข้าราชการที่เกษียณก่อนกำหนดก็ยังสามารถฝากเงินออมไว้กับ กบข. ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ กบข. ได้เดินสายหารือร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลหนี้สินของสมาชิก นำไปสู่การวางแผนโปรแกรมการออมที่สะท้อนความเป็นจริงและแก้ปัญหาหนี้สินอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน กบข. มีมูลค่าเงินกองทุนรวมมากกว่า 1.6 ล้านล้านบาท สำหรับผลตอบแทนการลงทุน สมาชิกที่เลือกแผนลงทุนพื้นฐานได้รับผลตอบแทนเติบโต ร้อยละ 8.08 แผนลงทุนทองคำ อยู่ที่ ร้อยละ 5.58 ขณะที่แผนลงทุนหุ้นไทยเติบโตโดดเด่นที่สุดถึง ร้อยละ 34.69 ซึ่งเป็นผลจากนโยบายขับเคลื่อนการลงทุนของรัฐบาลที่ส่งผลดีต่อตลาดทุนไทย
อ่านข่าว :
"สุริยะ" แจงย้ายพืชสวนโลกไป "ปากช่อง" เหตุพร้อมกว่า อ.คง
ศร.นัดคู่ความคดีบาร์โค้ด "เดินเผชิญสืบ" สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง
สพฐ.ย้ำ ห้ามสอบแข่งขันเด็กปฐมวัย เน้นเรียนรู้ตามวัย ไม่สร้างแรงกดดัน
