ออกหมายจับ "แทนไท" ฐานละเมิดลิขสิทธิ์-ฟอกเงิน

อาชญากรรม
13:54
จำนวนผู้ชม 30,996
Thai PBS
ออกหมายจับ "แทนไท" ฐานละเมิดลิขสิทธิ์-ฟอกเงิน
ผู้ช่วย AI

วันนี้ (26 ม.ค.2569) ศาลอาญาออกหมายจับ นายแทนไท ณรงค์กูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ไททัน แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในข้อหาว่ากระทำความผิดฐานสมคบ โดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐาน ฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ

ทั้งนี้ เหตุที่ว่าผู้ต้องหาได้ หรือน่าจะได้กระทำความผิดอาญา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 3 ปี และมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนีและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง โดยให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอจับกุมนำตัวผู้ต้องหา ไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษภายในอายุความ 15 ปี

สำหรับคดีนี้มีการกล่าวหา นายนุวัฒน์ ยงยุทธ กับพวกรวม 7 คน ในฐานความผิด สมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน จากการร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอันมี ลักษณะเป็นการค้า อันเป็นความผิดมูลฐาน

พฤติการณ์สรุปว่า คดีนี้มี นายอธิวัฒน์ พุทธะโรจน์ธรรม ผู้กล่าวหาผู้รับมอบอำนาจจาก นายเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจเต็ม จากเจ้าของงานลิขสิทธิ์ในภาพยนตร์ และโสตทัศน์วัสดุจากต่างประเทศ ได้เข้าร้องทุกข์กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ต่างประเทศ

ซึ่งพบว่า เป็นเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายนุวัฒน์ ยงยุทธ ได้ร่วมกันกันกับ นายแทนไท ณรงค์กูล จัดทำเว็บไซต์การพนันออนไลน์ แล้วนำมาลงโฆษณาในเว็บไซต์ที่มีภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ต่อมาได้พัฒนาเป็นคลิปวิดีโอ โฆษณาการพนันออนไลน์ก่อนที่จะมีการเล่นไฟล์ภาพยนตร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งในการติดต่อการโฆษณาและการรับเงิน นายนุวัฒน์ จะเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด

นอกจากนี้ยังมีพยานซึ่งเป็นเจ้าของเว็บไซต์ อีกเว็บไซต์หนึ่ง อ้างว่าได้ซื้อไฟล์ภาพยนต์จากเว็บไซต์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ โดยในการซื้อนั้นได้มีการสนทนาผ่านโปรแกรมไลน์กับบุคคลที่ชื่อว่า tantaiz 1688 ซึ่งพยานจำได้ว่าบุคคลดังกล่าว ชื่อแทนไท ซึ่งเคยติดต่อลงโฆษณาผ่านเว็บไซต์โดยมีการโอนเงินมาชำระค่าโฆษณาผ่านบัญชีชื่อ เจนจิรา เป็นเป็นเงินจำนวน 6,000 บาท

พยานหลักฐานจึงน่าเชื่อว่านายแทนไทกับพวก ได้ร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอันมีลักษณะเป็นการค้า ซึ่งเป็นความผิดมูลฐานของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3(13), มาตรา 5, มาตรา 9 และมาตรา 60 โดยมีเงินที่เกิดจากมูลค่าความเสียหายจากความผิดดังกล่าว จำนวน 4,518,790,200 บาท

อ่านข่าว

ศาลฯ เปิดรับคำร้อง "Take it down" ระงับเผยแพร่ข้อมูลคุกคามทางเพศในโลกออนไลน์

เร่งค้นหาผู้สูญหาย เรือเฟอร์รีจมตอนใต้ทะเลฟิลิปปินส์ ดับ 15 รอด 316 คน

สธ.ชี้ "ไวรัสนิปาห์" แพร่เชื้อน้อยกว่าโควิด-ไข้หวัดใหญ่ ไทยยังไม่พบผู้ป่วย