วันนี้ (27 ม.ค.2569) CNN เปิดเผยว่า กระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (24 ม.ค.2569) เกี่ยวกับการดำเนินการตรวจสอบวินัยต่อนายทหารระดับสูงสุดของประเทศ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในแวดวงความมั่นคงระดับโลก
โดยมีการระบุชัดเจนว่า พล.อ.จาง โหย่วเสีย ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานอาวุโสในคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง (Central Military Commission) กำลังอยู่ภายใต้กระบวนการสอบสวนในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดวินัยและกฎหมายอย่างร้ายแรง พล.อ.จาง ถือเป็นบุคคลสำคัญคนล่าสุดที่ได้รับผลกระทบจากการปรับเปลี่ยนและปราบปรามการทุจริตภายในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ซึ่งเป็นการดำเนินการที่มีความต่อเนื่องยาวนานและเข้มข้น
เหล่านักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่า การดำเนินการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่ซับซ้อนมากกว่าเพียงการปราบปรามการทุจริตทั่วไป แต่คือยุทธศาสตร์ในการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพจีนให้มีความทันสมัยควบคู่ไปกับการรับประกันความจงรักภักดีต่อ ปธน.สี จิ้นผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางด้วยตนเอง
นโยบายการจัดระเบียบในวงกว้างนี้ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจังนับตั้งแต่ ปธน.สี ได้ก้าวเข้าสู่อำนาจในปี 2555 โดยมีสถิติที่น่าสนใจระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐและทหารมากกว่า 200,000 ราย ได้รับการพิจารณาโทษภายใต้กระบวนการนี้มาแล้ว
นอกจากกรณีของ พล.อ.จาง แล้ว แถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหมยังได้ระบุชื่อของ พล.อ.หลิว เจิ้นลี่ ซึ่งเป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางว่า กำลังถูกสอบสวนโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเช่นเดียวกัน โดย พล.อ.หลิว นั้นดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะเสนาธิการร่วมแห่งกรมเสนาธิการทหารประจำคณะกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ได้มีการลงรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติการณ์ความผิดที่ถูกกล่าวหาในทันที
"จาง โหย่วเสีย" จากพันธมิตรใกล้ชิดสู่ผู้ถูกสอบ
สำหรับ พล.อ.จาง โหย่วเสีย ในวัย 75 ปี ได้เริ่มเข้าสังกัดกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมาตั้งแต่ปี 2511 และเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เติบโตมาจากกองกำลังภาคพื้นดิน การเปลี่ยนแปลงบุคลากรในระดับสูงนี้สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจที่สำคัญในอดีต โดยเมื่อเดือน ต.ค.2568 พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้มีมติขับ พล.อ.เหอ เว่ยตง ออกจากตำแหน่งรองประธานคณะกรรมาธิการ และแต่งตั้ง พล.อ.จาง เซิ่งมิน เข้ามาทำหน้าที่แทน
การตัดสินใจของ ปธน.สี ในการสอบสวนนายทหารระดับสูงที่สุดของประเทศในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวที่สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างยิ่ง เนื่องจากจะส่งผลให้ สี อยู่ในสถานะที่ทรงอำนาจสูงสุดเหนือลำดับชั้นทางการทหารเพียงลำพัง สถานการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับกองทัพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลปักกิ่งในประเด็นการรวมชาติกับไต้หวัน
การปราบปรามครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าในมุมมองของผู้นำจีน ไม่มีเป้าหมายใดที่ใหญ่เกินกว่าจะถูกตรวจสอบ หากเป็นไปเพื่อการปรับโฉมกองทัพตามวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความจงรักภักดีเหนือสิ่งอื่นใด
กระบวนการสอบสวน พล.อ.จาง โหย่วเสีย ซึ่งเป็นนายทหารที่ผ่านสมรภูมิรบอย่างโชกโชนและเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของ สี มาอย่างยาวนาน รวมถึง พล.อ.หลิว เจิ้นลี่ ผู้ดูแลการปฏิบัติการร่วมของกองทัพ ได้ถูกประกาศผ่านวิดีโอที่มีความยาวเพียง 30 วินาทีโดยกระทรวงกลาโหม
ไม่ไว้หน้าใคร นายพลคนสนิทก็ถูกลงโทษได้
ต่อมา CNN อ้าง บทบรรณาธิการในหนังสือพิมพ์กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (People's Liberation Army Daily - PLA Daily) ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงในการกล่าวหาบุคคลทั้งสองว่า มีการกระทำที่ทำลายระบบความรับผิดชอบสูงสุดที่ขึ้นตรงต่อประธานคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลาง ซึ่งคำกล่าวหาในลักษณะนี้สื่อให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้อาจถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่ออำนาจการบริหารงานสูงสุดของประธานาธิบดี
ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถือเป็นจุดสูงสุดของความพยายามที่ยาวนานกว่าทศวรรษของ ปธน.สี ในการขจัดฝ่ายตรงข้ามและกำจัดปัญหาการทุจริตที่ถูกกล่าวอ้าง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การปราบปรามได้ส่งผลให้โครงสร้างผู้บริหารระดับสูงของกองทัพลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว โดยมีนายทหารระดับสูงมากกว่า 20 ราย ที่ถูกตรวจสอบหรือปลดออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา
ความเข้มข้นของการดำเนินการครั้งนี้ เห็นได้ชัดจากการตรวจสอบ พล.อ.จาง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นพันธมิตรที่ไม่มีใครแตะต้องได้ของ ปธน.สี เนื่องจากทั้งคู่ต่างเป็น "เจ้าชายน้อย" หรือบุตรของเหล่านักปฏิวัติที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมืองของจีน
โจนาธาน ซิน นักวิชาการจากสถาบันบรูกคิงส์ และอดีตนักวิเคราะห์จากสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ให้ความเห็นว่าเหตุการณ์นี้อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวทีการเมืองจีน และแสดงให้เห็นว่า ไม่มีผู้ใดในระบบที่จะมั่นใจในความปลอดภัยได้อีกต่อไป การปราบปรามได้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดโดยกระทบต่อผู้บริหารระดับนำของพรรค
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้นำจีนอาจมีข้อสรุปว่าปัญหาความเน่าเฟะภายในการจัดการกองทัพและความผิดพลาดในการบริหารจัดการในระดับบนนั้น หยั่งรากลึกเกินกว่าจะปล่อยไว้ได้ จึงจำเป็นต้องมีการทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ในกลุ่มผู้นำรุ่นปัจจุบันทั้งหมด
ความตกต่ำของ พล.อ.จาง ในครั้งนี้ถูกเปรียบเทียบว่ามีลักษณะที่น่าสลดใจไม่ต่างจากบทประพันธ์ของเชกสเปียร์ เนื่องจากเป็นการดำเนินการต่อผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษหรือแทบจะทั้งชีวิต
โจนาธาน ซิน ยังเสริมอีกว่า การที่ ปธน.สี ตัดสินใจกำจัดบุคคลเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก เพราะในระบบการเมืองที่เต็มไปด้วยความดุเดือดและความไว้วางใจมีอยู่อย่างจำกัด ความสัมพันธ์ที่ยาวนานเช่นนี้ ถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากที่สุดซึ่งต้องใช้เวลาสร้างสมมานานหลายสิบปี ในขณะที่สถานการณ์รอบตัวของการสอบสวน พล.อ.จาง ยังคงถูกปิดเป็นความลับภายใน "กล่องดำ" ของกองทัพจีน
อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่าง The Wall Street Journal ได้อ้างแหล่งข่าวที่ระบุว่า พล.อ.จาง อาจถูกกล่าวหาในประเด็นเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลทางเทคนิคที่สำคัญเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของจีนให้กับสหรัฐฯ รวมถึงประเด็นการรับสินบนเพื่อแลกกับการแต่งตั้งตำแหน่งทางการเมือง เช่น การส่งเสริมให้นายทหารบางรายขึ้นดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม
แต่ถึงแม้ข้อกล่าวหาเรื่องการเผยแพร่ความลับจะยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนก็ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างชุดคำอธิบายเพื่อลดความกังวลภายในพรรคคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางภาวะขาดแคลนข้อมูล ข่าวลือและข้อสันนิษฐานต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงการคาดเดาว่า ปธน.สี กำลังสูญเสียอำนาจการควบคุม แต่ก็เป็นทฤษฎีที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ปฏิเสธ
ในทางกลับกัน นักสังเกตการณ์บางส่วนมองว่า เป็นไปได้ที่ ปธน.สี ต้องการขจัดกลุ่มขั้วอำนาจคู่แข่งภายในกองทัพที่อาจสร้างความแตกแยกและส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ถ้อยคำที่เป็นทางการในบทบรรณาธิการของสื่อกองทัพบ่งชี้ว่า พล.อ.จาง อาจเริ่มมีอำนาจมากเกินไปจนเป็นที่กังวลของท่านผู้นำ หรืออาจเป็นการละเมิดความไว้วางใจในเรื่องระบบการจัดซื้อจัดจ้างและการสร้างกองทัพที่โปร่งใส ถึงแม้ว่าเป้าหมายหลักของ ปธน.สี คือการสร้างกองทัพที่พร้อมเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่สำคัญอย่างสหรัฐฯ และปกป้องการอ้างสิทธิทางดินแดน
แต่ที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องพรรคและผู้นำพรรคในทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่เกิดจากการถอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของระบอบเผด็จการที่ล่มสลายเมื่อผู้นำสูญเสียอำนาจในการควบคุมกองทัพ
ยุทธศาสตร์การปฏิรูปที่กำหนดให้การปราบปรามการทุจริตดำเนินไปควบคู่กับการยกระดับทางเทคโนโลยี ทำให้มีนายทหารระดับสูงและผู้บริหารในภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจำนวนมากถูกปลดออกจากตำแหน่งนับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าความสามารถของ ปธน.สี ในการปลดบุคคลระดับสูงในกองทัพได้จำนวนมากนั้น เป็นเครื่องหมายแสดงถึงสถานะที่มั่นคงและทรงอำนาจของผู้นำจีนอย่างชัดเจน แม้ว่าการดำเนินการนี้ จะทำให้โครงสร้างผู้นำกองทัพตกอยู่ในสภาวะที่ขาดความต่อเนื่องชั่วคราว เนื่องจากในปัจจุบันสมาชิกคณะกรรมาธิการทหารส่วนกลางที่เคยได้รับการแต่งตั้งในปี 2565 เหลือเพียง พล.อ.จาง เซิ่งมิน เท่านั้นที่ยังคงอยู่ในตำแหน่ง
แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการรายวันของกองทัพ ยังคงดำเนินต่อไปได้ตามปกติ โดยมีการแต่งตั้งนายทหารรุ่นใหม่ที่มีความเป็นมืออาชีพ เข้ามารับหน้าที่แทนเพื่อรอการคัดเลือกผู้นำชุดใหม่อย่างเป็นทางการในอนาคต
ในส่วนประเด็นไต้หวันนั้น ยังคงมีความไม่แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อขีดความสามารถในการปฏิบัติการและขวัญกำลังใจของกำลังพล รวมถึงตารางเวลาในการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลปักกิ่ง การสอบสวน พล.อ.หลิว เจิ้นลี่ ยิ่งทำให้คำถามเหล่านี้ทวีความสำคัญขึ้น เนื่องจาก พล.อ.หลิว มีบทบาทสำคัญในการประสานงานด้านยุทธการร่วม
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าผู้นำจีนอาจพิจารณาว่าช่วงเวลานี้เป็นจังหวะที่ปลอดภัยในการจัดระเบียบภายใน เนื่องจากท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบันและความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไต้หวันในปี 2571 การดำเนินการทั้งหมดนี้จึงเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของจีนในการสร้างกองทัพที่มีระเบียบวินัยและจงรักภักดีภายใต้หลักการบริหารงานที่โปร่งใสและเป็นเอกภาพอย่างแท้จริง
อ่านข่าวอื่น :
เช็กความพร้อม จุดคัดกรอง "ไวรัสนิปาห์" สนามบินสุวรรณภูมิ
เตือน กทม. ปริมณฑล กลาง ตะวันตก ค่าฝุ่น PM2.5 สูง 27 ม.ค.-3 ก.พ.
DSI เร่งตามตัว "แทนไท-พวก" คดีร่วมกันฟอกเงิน ตรวจสอบที่มาทรัพย์สิน











