ค้นหา
ทีวีออนไลน์
เว็บไซต์ในเครือ
เว็บไซต์บริการ

เปิดปูม "การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด" เมื่อเสียงประชาชนถูกบิดเบือนในปี 2500

การเมือง
14:37
582
 เปิดปูม "การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด" เมื่อเสียงประชาชนถูกบิดเบือนในปี 2500
ย้อนรอยเลือกตั้งปี 2500 เมื่อระบอบประชาธิปไตยไทยถูกท้าทายด้วยการโกงครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ กับกลเม็ด "พลร่ม-ไพ่ไฟ" และบทบาทของกลุ่มอำนาจ "พิบูล-เผ่า-สฤษดิ์" ที่นำไปสู่การเดินขบวนครั้งใหญ่ของนิสิตนักศึกษา และจบลงด้วยการยึดอำนาจเผด็จการของทหาร

การเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 9 ของประเทศไทย จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2500 ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยสื่อมวลชนและประชาชนว่าเป็น "การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด" แม้ว่าก่อนหน้านั้น จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี จะได้ประกาศอย่างหนักแน่นว่าจะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้บริสุทธิ์ยุติธรรมเพื่อถวายเป็น "พุทธบูชา" เนื่องในโอกาสครบรอบกึ่งพุทธกาลก็ตาม

ปฐมบท : แรงกดดันจากต่างแดนและการแย่งชิงอำนาจสามเส้า

ชนวนเหตุของ "การเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด" เริ่มต้นขึ้นภายหลังการสิ้นสุดวาระของสภาผู้แทนราษฎรในสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2498 ภายหลัง จอมพล ป. เดินทางกลับจากการดูงานรอบโลก เกิดความประทับใจในระบอบประชาธิปไตยแบบโลกเสรี จึงเริ่มเปิดกว้างทางการเมืองมากขึ้น

เช่น เปิดพื้นที่ "ไฮด์ปาร์ค" ที่สนามหลวง ชวนประชาชน-สื่อมวลชน ร่วมแสดงความเห็น ปราศรัยวิจารณ์รัฐบาล เพื่อหวังลดอิทธิพลของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ และการออก พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2498 ซึ่งเป็นกฎหมายพรรคการเมืองฉบับแรกของไทย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการวิเคราะห์มองว่า เป็นเพียงกลยุทธ์ในการหาฐานเสียงจากประชาชน เพื่อคานอำนาจกับกลุ่มการเมืองอื่นในระบอบ "สามเส้า" อันประกอบด้วย

  1. ฝ่าย จอมพล ป. พิบูลสงคราม
  2. ฝ่าย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจผู้มีอิทธิพล
  3. ฝ่ายกองทัพบกภายใต้การนำของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

จอมพล ป. จัดตั้ง "พรรคเสรีมนังคศิลา" ขึ้นเพื่อเป็นฐานอำนาจในการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยมี พล.ต.อ.เผ่า เป็นเลขาธิการพรรค ขณะเดียวกัน พรรคฝ่ายค้านสำคัญอย่าง "พรรคประชาธิปัตย์" นำโดย ควง อภัยวงศ์ ก็เร่งหาเสียงอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่ประชาชนหลั่งไหลฟังปราศรัยจำนวนมาก

ก่อนวันลงคะแนน : ใช้อำนาจรัฐคุกคาม-ขนของแจก

แม้ จอมพล ป. จะประกาศก้องว่า จะจัดการเลือกตั้งให้บริสุทธิ์เพื่อถวายเป็น "พุทธบูชา" ในวาระกึ่งพุทธกาล แต่ฝ่ายรัฐบาลกลับทำทุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ มีการใช้กลไกอำนาจรัฐชักจูงข้าราชการให้ช่วยหาเสียง เช่น กรณีที่ จ.นครสวรรค์ พระยารามราชภักดี ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า "บ้านเมืองจะเจริญได้ท่านต้องเลือกพรรคเสรีมนังคศิลา" โดยมี พล.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ ร่วมหาเสียงด้วย จึงถูกพรรคประชาธิปัตย์ฟ้อง ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบจากการหาเสียงให้พรรครัฐบาลในที่ประชุมข้าราชการและกำนันผู้ใหญ่บ้าน จนศาลพิพากษาจำคุกในภายหลัง

นอกจากนี้ พล.ต.อ. เผ่า ยังได้นำกลุ่มนักเลงอันธพาลมาข่มขู่ประชาชนให้เลือกพรรครัฐบาล มีการคุกคามผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์อย่างรุนแรง เช่น การใช้อุจจาระป้ายประตูบ้าน และการใช้เครื่องบินโปรยใบปลิวประณามพรรคฝ่ายตรงข้าม พรรครัฐบาลแจกของอย่างไม้ขีดไฟและผ้าเช็ดหน้า แต่คะแนนนิยมกลับตกต่ำลง สวนทางกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามในการปราศรัย เพราะประชาชนเบื่อหน่ายในระบอบเผด็จการและการฉ้อราษฎร์บังหลวง

ก่อนวันเลือกตั้งเพียง 1 วัน หนังสือพิมพ์หลายฉบับรายงานการพบบัตรเลือกตั้งที่ถูกกากบาทไว้ล่วงหน้าให้ผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลา พร้อมตราประทับถูกต้อง เหตุการณ์นี้ก่อคำเรียกขาน "ไพ่ไฟ" ขึ้นในสังคมการเมืองไทย หมายถึงการยัดบัตรเลือกตั้งที่กาหมายเลขผู้สมัครของพรรครัฐบาลไว้ล่วงหน้าลงในหีบจำนวนมาก

วันเลือกตั้ง : กำเนิดศัพท์ใหม่ "พลร่ม-ไพ่ไฟ"

เมื่อถึงวันเลือกตั้ง 26 ก.พ.2500 มีรายงานว่ามีบุคคลหมุนเวียนลงคะแนนหลายครั้ง และมีการใช้ชื่อคนตาย สวมสิทธิไปลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครพรรคเสรีมนุงคศิลา จนเกิดคำว่า "พลร่ม" รวมทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การทำร้ายผู้สนับสนุนฝ่ายค้าน และความไม่โปร่งใสระหว่างการนับคะแนนในบางเขต

เหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น ที่เขตการเลือกตั้งสมาคมสตรีไทย ถ.เพชรบุรี ประชาชนพบปึกบัตรเลือกตั้ง 7 ปึกใหญ่ที่กาให้พรรคเสรีมนังคศิลากองอยู่บนโต๊ะกรรมการ จนเกิดการประท้วงหยุดการเลือกตั้ง ต้องหยุดการเลือกตั้งชั่วคราวเพื่อให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนคร นายชลอ วนะภูติ เข้ามาเปลี่ยนหีบใหม่

ในขณะเดียวกันที่เขตดุสิต นายอำเภอสะอาด ศิริพัฒน์ ถูกกล่าวหาว่าวางตัวไม่เป็นกลางอย่างรุนแรง จนผู้ว่าฯ ชลอถึงกับขอลาออกเพราะควบคุมลูกน้องไม่ได้ และเปิดเผยภายหลังว่าถูก พล.ต.อ. เผ่า ข่มขู่เอาชีวิต

การนับคะแนนมหาโหดและชัยชนะที่ค้านสายตา

การนับคะแนนยิ่งน่าสงสัย โดยเฉพาะที่เขตดุสิตและบางเขนที่นับคะแนนยาวนานถึง 2 วัน 2 คืน และมีเหตุการณ์ "ไฟดับ" ขณะที่ฝ่ายค้านกำลังมีคะแนนนำ แต่เมื่อไฟสว่างกลับพบว่าคะแนนฝ่ายรัฐบาลพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

โดยเฉพาะในเขตดุสิตเกิดความวุ่นวายและขัดแย้งอย่างรุนแรง จนกลายเป็นหนึ่งในจุดที่ถูกกล่าวขานอย่างกว้างขวางว่าเป็น การทุจริตเชิงระบบครั้งใหญ่ เมื่อนายอำเภอดุสิต ซึ่งมีอำนาจกำกับดูแลการเลือกตั้งในพื้นที่ แสดงพฤติกรรมไม่เป็นกลางอย่างชัดเจน โดยมีรายงานและหลักฐานจากสื่อมวลชนในสมัยนั้น รวมถึงคำฟ้องร้องทางกฎหมายที่ระบุถึงการประทับตราในบัตรเลือกตั้งปลอมก่อนวันเลือกตั้ง

การจัดการหน่วยเลือกตั้งเปิดช่องให้เกิดกลวิธีต่าง ๆ เช่น การยัดบัตรไพ่ไฟ การใช้พลร่มเวียนเทียนลงคะแนน และการสับเปลี่ยนหีบ อย่างไรก็ตาม กลับไม่ปรากฏการตรวจสอบหรือลงโทษอย่างจริงจังต่อนายอำเภอผู้นี้ในช่วงเวลานั้น ทำให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอำนาจรัฐถูกใช้เพื่อปกป้องและสนับสนุนผู้กระทำผิด

ความขัดแย้งดังกล่าว ทำให้ นายชลอ วนะภูติ ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครในขณะนั้น ต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงจุดยืนความสุจริต เพราะอับอายที่ไม่สามารถสั่งการหรือควบคุมนายอำเภอดุสิตได้ แต่การลาออกถูกยับยั้งโดยรัฐบาลรักษาการ ต่อมา นายชลอเปิดเผยว่าถูกข่มขู่เอาชีวิตจาก พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์

นอกจากนี้ แทนที่จะถูกลงโทษ นายอำเภอดุสิตกลับได้รับ "รางวัล" เป็นการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ ทำให้ถูกมองว่าเป็นการตอบแทนผลงานในการช่วยให้ฝ่ายรัฐบาลชนะเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้ง สรุปว่า พรรคเสรีมนังคศิลากวาดไป 83 ที่นั่งทั่วประเทศ ขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ จอมพล ป. สามารถเอาชนะนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ไป 28 ที่นั่งแบบค้านสายตาประชาชน

การประท้วงของนักศึกษา-ศรัทธาที่สูญสิ้นจากประชาชน

ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้ง กระแสความไม่พอใจได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในหมู่ประชาชนและนิสิตนักศึกษาที่ร่วมสังเกตการณ์ หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสของกระบวนการ ทั้งสื่อมวชล ประชาชน ต่างกล่าวขานว่านี่คือากรเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์

กระทั่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ออกแถลงชี้แจงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ควรถูกเรียกว่า "การเลือกตั้งสกปรก" และเรียกเป็น "การเลือกตั้งไม่เรียบร้อย" เท่านั้น แต่คำอธิบายดังกล่าวกลับยิ่งตอกย้ำความเคลือบแคลงในสายตาผู้วิพากษ์วิจารณ์

วันที่ 2 มี.ค.2500 นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศลดธงชาติครึ่งเสา เพื่อไว้อาลัยเชิงสัญลักษณ์ต่อสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นความเสื่อมถอยของระบอบประชาธิปไตย การกระทำดังกล่าวกลายเป็นแรงบันดาลใจให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และศิลปากร ร่วมผนึกกำลังแสดงจุดยืนทางการเมืองอย่างเปิดเผย

ขบวนนักศึกษาได้เคลื่อนตัวจากจุฬาฯ มุ่งหน้าสู่ทำเนียบรัฐบาล ท่ามกลางการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐ และการแต่งตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้รับผิดชอบการรักษาความสงบ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์เกิดบรรยากาศตึงเครียดเมื่อเจ้าหน้าที่ทหารตั้งแนวสกัด แต่สถานการณ์มิได้ลุกลามเป็นความรุนแรง

แต่จอมพลสฤษดิ์กลับเลือกที่จะเข้าพบและกล่าวปราศรัยกับผู้ชุมนุม พร้อมอนุญาตให้ขบวนเดินผ่านไปยังทำเนียบรัฐบาลได้ โดยทิ้งถ้อยคำที่ถูกกล่าวถึงในเวลาต่อมาว่า "พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ" ท่าทีดังกล่าวทำให้ความนิยมในตัวเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อจอมพล ป. และ เผ่า ศรียานนท์ ลดลงอย่างเห็นได้ชัดในสายตาสาธารณชนจำนวนมาก

บทสรุป : จากคูหาสู่รัฐประหาร

ในที่สุดมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2500 และมีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 31 มี.ค.ปีเดียวกัน ต่อมาในวันที่ 1–2 เม.ย. พรรคฝ่ายค้านได้เปิดอภิปรายโจมตีนโยบายรัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนตลอด 2 วัน 2 คืน แม้จะถูกกดดันอย่างหนัก แต่ฝ่ายรัฐบาลยังคงครองเสียงข้างมากในสภา และได้รับความไว้วางใจด้วยคะแนนเสียง 144 ต่อ 4 ส่งผลให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคุกรุ่น

ผลสะเทือนจากสิ่งที่ถูกเรียกว่า "การเลือกตั้งสกปรก" มิได้จำกัดอยู่เพียงการประท้วงบนท้องถนนหรือการต่อสู้ในสภา หากยังเร่งให้รอยร้าวภายในกลุ่มผู้นำทางการเมืองเด่นชัดยิ่งขึ้น สถานการณ์การเมืองแบบ "สามเส้า" ที่ดำรงอยู่ในยุคของจอมพล ป. เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นการเผชิญหน้าระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ

เมื่อฝ่ายของจอมพล ป. มีแนวโน้มเอนเอียงเข้าหา พล.ต.อ.เผ่า มากขึ้น ทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องดำเนินยุทธศาสตร์ทางการเมืองอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในเกมอำนาจที่กำลังทวีความเข้มข้น

ท้ายที่สุด ความแตกแยกดังกล่าวได้นำไปสู่จุดแตกหัก เมื่อกลุ่มนายทหารภายใต้การนำของจอมพลสฤษดิ์เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลในวันที่ 16 ก.ย.2500 การรัฐประหารครั้งนั้นถือเป็นการยุติบทบาทของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่ถูกขนานนามว่าสกปรกที่สุด และนำประเทศกลับเข้าสู่ระบอบการปกครองโดยทหารอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้โครงสร้างอำนาจแบบเผด็จการทหารต่อเนื่องยาวนาน จนกระทั่งเกิดการลุกฮือของประชาชนในเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516

ที่มา : สถาบันพระปกเกล้า, พิพิธภัณฑ์รัฐสภา

อ่านข่าวอื่น :

วาเลนไทน์ 2569 รักที่ไม่เหมือนเดิมเมื่อคนรุ่นใหม่เลือก "โสด" มากกว่า "มีคู่"

"พริษฐ์" ต้องผ่านหลายด่าน หากต้องขึ้น "เบอร์ 1" ค่ายส้ม

"เพื่อไทย" จ่อยื่นตีความเลือกตั้งโมฆะหรือไม่ เหตุไม่เป็นความลับปมบาร์โค้ด