ความขัดแย้งระหว่างระบบกฎหมายสมัยใหม่และพิธีกรรมดั้งเดิมปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 16 ก.พ.2569 เมื่อนายจีรพันธ์ เพชรขาว หรือ "หมอปลา" พร้อมทนายความและกลุ่มผู้เสียหาย เดินทางไปยังวัดแห่งหนึ่งใน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง
จุดประสงค์คือการขุดศพทารกที่ฝังอยู่ในสุสานข้างศูนย์กู้ภัย เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงหลังได้รับการร้องเรียนว่าสัปเหร่อชื่อดังในพื้นที่ได้กระทำอนาจารหญิงสาวในพิธีถอนคุณไสย และมีการเก็บศพทารกที่เกิดจากหญิงที่ตายทั้งกลม ไว้โดยอ้างความเชื่อเรื่องการแยกแม่แยกลูกเพื่อป้องกันความอาถรรพ์
ก่อนเดินทางไปสุสาน หมอปลาและผู้เสียหายได้แวะที่ สภ.วิเศษชัยชาญ เพื่อลงบันทึกประจำวันเป็นหลักฐานทางกฎหมาย จากนั้นเดินทางไปลงพื้นที่ขุดค้น พบภาพโครงกระดูกทารกถูกฝังซ้อนทับกัน บางศพถูกฝังมานานกว่า 6 ปี บริเวณสุสานเต็มไปด้วยของเล่นเด็ก ขนม และเครื่องเซ่นสังเวยที่ผู้คนนำมาถวาย สะท้อนความเชื่อว่าดวงวิญญาณเด็กเหล่านี้มีความศักดิ์สิทธิ์และสามารถดลบันดาลโชคลาภได้
เจ้าอาวาสวัดให้ความร่วมมือเต็มที่ ยืนยันว่าไม่เคยรับรู้เรื่องสุสานนี้มาก่อน และอนุญาตให้ญาติขุดศพไปบำเพ็ญกุศลได้ทันที พร้อมประกาศว่าจะขุดศพเด็กทั้งหมดให้เหลือเพียงบริเวณศูนย์กู้ภัยในอนาคต ส่วนองค์การบริหารส่วนตำบล ก็ยอมรับว่าไม่ทราบเรื่อง เพราะไม่มีใครร้องเรียนมาก่อน และได้สั่งรื้อสุสานภายใน 15 วัน โดยจะมีการประชุมเพิ่มเติมเพื่อกำหนดแนวทางชัดเจน
เหตุการณ์นี้ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้มีการส่งโครงกระดูกทารกทั้งหมดให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รพ.ตำรวจ เพื่อดำเนินการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ ระบุตัวตน และตรวจสอบความเชื่อมโยงทางสายเลือด การกระทำดังกล่าวจึงกลายเป็นภาพแทนของการนำ "วิทยาศาสตร์" เข้าไปส่องพื้นที่ซึ่งเคยถูกปกคลุมด้วยความศรัทธาและความเร้นลับ
ความหมาย-ที่มา "ตายทั้งกลม"
คำว่า "ตายทั้งกลม" มีรากศัพท์มาจากภาษาเขมรโบราณว่า "กม" (/กม/) แปลว่า "ทั้งหมด" หรือ "หมดสิ้น" การตายทั้งกลมจึงหมายถึงหญิงที่เสียชีวิตพร้อมกับลูกที่ยังอยู่ในท้อง คือ "ตายทั้งแม่และลูก"
ข้อมูลเรื่อง ผีตายทั้งกลม ห่วงหา สุดเฮี้ยน จาก อมรณา สารานุกรมแห่งความตาย ระบุว่า ในทางคติชนวิทยาไทย ความเชื่อเรื่องผีตายทั้งกลมถือเป็นประเภทหนึ่งของ "ผีตายโหง" ซึ่งเป็นวิญญาณที่เสียชีวิตอย่างกะทันหันและผิดธรรมชาติ เชื่อกันว่าดวงวิญญาณของแม่ที่ตายในขณะตั้งครรภ์จะมีพลังงานสูงและมีความดุร้ายมาก เนื่องจากมีความห่วงกังวลในตัวบุตรอย่างสูงสุด จิตสุดท้ายจึงเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและความอาฆาต
ผีตายทั้งกลมมักแสดงอาการหลอกหลอนด้วยภาพที่น่าหวาดเสียว เช่น การเห็นเปลเด็กผูกบนต้นไม้สูง หรือได้ยินเสียงกล่อมเด็กดังวังเวงในยามค่ำคืน โดยตำนานที่โด่งดังที่สุดคือ "แม่นากพระโขนง" ซึ่งเป็นต้นแบบของความรักและความแค้นที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน
ความแตกต่าง ศพทารกปกติ-ศพทารกจากแม่ตายทั้งกลม
ในมุมมองของประเพณีและการจัดการศพ ลักษณะการตายมีผลอย่างมากต่อพิธีกรรม ซึ่งสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ ดังนี้
1. ศพทารกที่ตายปกติ (ตายดี/แท้ง)
มักถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าตามธรรมชาติ ในทางพุทธศาสนาจะเน้นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ไปสู่สุขติ ในบางชนกลุ่มน้อย เช่น ชนเผ่าพื้นเมืองในเขลาท หรืออินเดียเหนือ เชื่อว่าศพเด็กทารกที่ยังไม่มีฟันแท้ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ จะใช้วิธีการฝังหรือถ่วงน้ำแทนการเผา เพราะเชื่อว่าดวงวิญญาณสามารถไปสู่สวรรค์ได้ทันทีโดยไม่ต้องชำระบาปด้วยไฟ ด้วยพิธีกรรมเรียบง่าย มักฝังไว้บริเวณใต้บันไดบ้านหรือพื้นบ้านตามความเชื่อดั้งเดิมเพื่อขอความคุ้มครอง ตามข้อมูลจาก วารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-เม.ย.2568)
2. ศพทารกจากแม่ตายทั้งกลม (ตายโหง)
จะแฝงไปด้วยความกลัว (Fear-based Belief) พิธีกรรมมีความซับซ้อนและน่ากลัวกว่าปกติ การผ่าจ้านหรือการแยกศพ สัปเหร่อจะทำตามความเชื่อโบราณ ต้องทำพิธีผ่าท้องแยกเด็กออกมาจากแม่ ก่อนนำแม่ไปเผา และนำร่างเด็กไปฝังแยกที่อื่น เพื่อ "ตัดสายสัมพันธ์แม่ลูก" ป้องกันไม่ให้วิญญาณแม่เกิดความดุร้ายหรือกลับมารบกวนครอบครัว
ในทางไสยศาสตร์ ร่างทารกที่ถูกผ่าออกมา มักกลายเป็นเป้าหมายของกลุ่มผู้เล่นคุณไสย เพื่อนำไปทำเป็น "กุมารทอง" หรือ "ลูกกรอก" ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิญญาณที่บริสุทธิ์และมีพลังอำนาจลี้ลับในการบันดาลโชคลาภ เตือนภัย และช่วยค้าขายรุ่งเรือง โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวน กุมารทองถูกดัดแปลงความหมายให้เป็นเครื่องรางเรียกเงินเรียกทองมากขึ้น
ความจริงทางการแพทย์ : ทำไมคนถึงตายทั้งกลม ?
ข้อมูลจาก The Asian Parent ในสมัยที่การแพทย์ยังไม่ก้าวหน้า สาเหตุสำคัญของการตายทั้งกลมมักเกิดจากภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด ภาวะเหล่านี้มักนำไปสู่ความสูญเสียทั้งแม่และลูก เนื่องจากไม่มีเครื่องมือช่วยเหลือหรือยาระงับปวดที่ทันสมัย ทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรงและเสียเลือดมากจนถึงแก่ชีวิต
ภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ทารกอยู่ในแนวขวางทำให้ไม่สามารถคลอดออกมาได้ตามปกติ ไหล่ติดช่องคลอด ศีรษะทารกออกมาได้แต่ไหล่ติดค้างอยู่ ทำให้ทารกเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาที หรือเชิงกรานมารดาแคบเกินไป ศีรษะทารกไม่สามารถผ่านออกมาได้
แต่ในปัจจุบันเมื่อการแพทย์พัฒนามากขึ้น ภาวะเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการผ่าตัดคลอด (C-Section) อย่างปลอดภัย
ทำไมความเชื่อนี้ยังคงอยู่ในยุค 5G ?
แม้เทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่ความเชื่อเรื่องวิญญาณยังคงทำหน้าที่เป็น "ที่พึ่งทางใจ" ในสภาวะที่ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคง เหตุผลสำคัญที่ความเชื่อเรื่องศพทารกตายทั้งกลมยังคงอยู่ในยุคปัจจุบัน ดั่งที่ พระยาอนุมานราชธน ได้กล่าวถึงเรื่องความเชื่อไว้ในหนังสือศาสนาเปรียบเทียบ เมื่อปี 2502 ดังนี้
เรื่องคติความเชื่อผีสางเทวดาและความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ย่อมเป็นพื้น ความเชื่อของมนุษย์มาแต่เดิม แม้คนที่เจริญแล้วก็ยังถืออยู่ไม่มากก็น้อย จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นพื้นเดิมของศาสนาไม่ว่าศาสนาไร มีใครบ้าง เผาผีวันศุกร์ แต่งงานวันอุบาทว์ มีใครบ้างสบายใจ ถ้าเหี้ยขึ้นเรือน หรือมีขั้นบันไดเป็นจำนวนคู่ และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้จะไม่ถือ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่สบายใจ ประชาชนชาวตะวันตกก็มีเรื่อง เกี่ยวกับความเชื่ออย่างนี้ไม่น้อยเหมือนกัน
1.ความหวังเรื่องโชคลาภ ในยุคที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน "กุมารทอง" จากเดิมที่เป็นสิ่งคุ้มครองบ้านเรือน ถูกดัดแปลงความหมายใหม่ให้กลายเป็น "เทพแห่งความร่ำรวย" และการให้หวยโชคลาภ โดยมีผู้คนจำนวนมากแชร์ประสบการณ์ "ถูกหวย" หลังบูชา ทำให้ความเชื่อแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว
2.การปรับตัวของไสยศาสตร์เข้าสู่โลกออนไลน์ สัปเหร่อหรือหมอไสยศาสตร์หลายราย ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการสร้างโปรไฟล์ให้โด่งดัง โพสต์คลิปพิธีกรรม รับจองคิวผ่านไลน์หรือเฟซบุ๊ก ทำให้ความเชื่อโบราณเข้าถึงคนรุ่นใหม่และคนเมืองได้ง่ายขึ้น แม้จะดูขัดกับวิทยาศาสตร์แต่กลับกลายเป็น "ธุรกิจ" ที่ทำเงินมหาศาล
3.ความกลัวที่ฝังรากลึก คติเรื่องผีสางเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของศาสนาในสังคมไทย เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือความป่วยไข้ที่หาทางออกไม่ได้ ผู้คนมักหันกลับหาความเชื่อเดิมเพื่อความสบายใจ แม้จะมีแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ความกลัว "ผีเฮี้ยน" ยังคงเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่ทรงพลัง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงบริการสุขภาพยังจำกัด
ความเชื่อเรื่องตายทั้งกลมเป็นปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่ซับซ้อน สะท้อนทั้งความรัก ความกลัว และความหวังของมนุษย์ การจัดการกับเรื่องนี้ในยุค 5G จึงไม่ใช่การลบหลู่ศรัทธาของใคร แต่เป็นการสร้างมาตรฐานสังคมใหม่ว่า "ความศรัทธาต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องไม่เป็นช่องว่างให้อาชญากรรมแฝงตัวอยู่ภายใต้ผ้าเหลืองหรือป่าช้า"
ที่มา :
วารสาร มจร ปรัชญาปริทรรศน์ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-เม.ย.2568) บทความวิจัย ศึกษาเปรียบเทียบคติเกี่ยวกับความตายและการจัดการศพในพระพุทธศาสนา เถรวาทกับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดย พระครูสังฆรักษ์ธนวัฒน์ เตชธมฺโม (ขำเมือง) คณะพุทธศาสตร์, มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ปีที่ 15 เล่ม 1 (2562) การวิเคราะห์สื่อสัญลักษณ์ในการสร้างสรรค์งานนาฏยศิลป์เพื่อสะท้อน ภาพความเชื่อเรื่องกุมารทองในสังคมไทยจากทฤษฎีสัญวิทยา โดย สุนันทา เกตุเหล็ก, พัชรินทร์ สันติอัชวรรณ
อ่านข่าวอื่น :
ค้นวัด ขุดสุสาน "สัปเหร่อดัง" เจอเด็กทารก 2 ศพ
"ไชยชนก" รับคุย "ไผ่" กล้าธรรมไร้เงื่อนไขร่วมรัฐบาล รอ "อนุทิน-ธรรมนัส" แถลง
นักวิชาการ ชี้ เกมพลิก "กล้าธรรม" หมอบไพ่ เปิดทางร่วมรัฐบาล










