คนไทยจ่ายค่าสุขภาพแพงทุกปี “เงินเฟ้อค่ารักษา”พุ่งต่อเนื่อง 10% ทั่วโลก

เศรษฐกิจ
12:17
จำนวนผู้ชม 450
คนไทยจ่ายค่าสุขภาพแพงทุกปี  “เงินเฟ้อค่ารักษา”พุ่งต่อเนื่อง 10% ทั่วโลก
สศช. เผย  เงินเฟ้อทางการแพทย์ ความเสี่ยงของระบบสุขภาพไทย  ปี69 คาดทั่วโลกมีเงินเฟ้อทางการแพทย์เพิ่ม10 % ต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ของไทยปี68 อยู่ที่ 10.8%  ชี้เทคโนโลยีสมัยใหม่ดันต้นทุนพุ่งและข้อจำกัดรองรับคนป่วยของสาธารณสุขภาครัฐ  

วันนี้ ( 23 ก.พ.2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า  เงินเฟ้อทางการแพทย์ หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์อยู่ที่ 10.3%  ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ปี 2567-2568 โดยประเทศไทยมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ 10.8 % ในปี 2568 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่0.7% ในปี 2568 กว่า 15 เท่า

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนด้านสุขภาพโดยบริษัทประกัน 74 %  ระบุว่า เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อจำกัดในการรองรับของสาธารณสุขภาครัฐ  52%  ขณะเดียวกัน ศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้านทั้งความหนาแน่นของอัตราครองเตียงผู้ป่วย ระยะรอคอยการรักษานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ตาม

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย 92%  คือการลงทุนในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย ที่โรงพยาบาลเอกชนนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาและความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้นเพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน   

ภาพประกอบข่าว คนไทยจ่ายค่าสุขภาพแพงทุกปี  “เงินเฟ้อค่ารักษา”พุ่งต่อเนื่อง 10% ทั่วโลก

ในขณะที่แข่งขันด้านค่าตอบแทนบุคลากรการแพทย์ พบว่าโรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนบุคลากรสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยในปี 2568 คิดเป็น 45%  ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้นและการกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนในระดับสูง เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุน


เช่นเดียวกับ อาคารสถานที่และการบริหารจัดการ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ และ การใช้บริการทางการแพทย์ของผู้เอาประกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพ (Loss Ratio)ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางแพทย์เกินจำเป็น คิดเป็น28% ของอัตราเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด แต่เกิดจากผู้เอาประกันเพียง 5%  เท่านั้น

ภาพประกอบข่าว คนไทยจ่ายค่าสุขภาพแพงทุกปี  “เงินเฟ้อค่ารักษา”พุ่งต่อเนื่อง 10% ทั่วโลก

ปัจจุบัน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ได้เริ่มนำเกณฑ์ Co-payment มาใช้จำกัดการใช้บริการทางการแพทย์เกินความจำเป็นแล้ว   ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบต่อความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่เหมาะสม ทั้งการกำหนดเพดานควบคุมราคา ภาครัฐควรมีกลไกกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนแบบเปรียบเทียบได้ มีราคามาตรฐานอ้างอิงภายในประเทศ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบบริการสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุนดำเนินงาน อาทิ การนัดหมาย การเคลมประกัน และ การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการเลือกแนวทางการรักษา ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจรักษา สอบถามถึงทางเลือกในการตรวจหรือหัตถการ รวมถึงผลดี/ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาเกินความจำเป็น

อ่านข่าว:

สศช.ชี้ GDP ปี 68 โต 2.4% ปรับเป้าปี 69 เพิ่ม 2%

สศช.เผย GDP ไตรมาส 2 โต 2.8% คาดทั้งปี 68 ขยายตัว 2%

จบใหม่ “เสี่ยง”ตกงานสูง 89% นายจ้างชี้ไร้ประสบการณ์ ไร้มารยาท