"ปริญญา" ชี้ฟังไม่ขึ้น ป.ป.ช. แจงเหตุผล "ศักดิ์สยาม" ไม่จงใจปกปิดทรัพย์สิน

การเมือง
15:59
จำนวนผู้ชม 460
"ปริญญา" ชี้ฟังไม่ขึ้น ป.ป.ช. แจงเหตุผล "ศักดิ์สยาม" ไม่จงใจปกปิดทรัพย์สิน
Botnoi Voice
"ปริญญา" ชี้ ป.ป.ช. แจงเหตุผล "ศักดิ์สยาม" ไม่จงใจปกปิดทรัพย์สิน ฟังไม่ขึ้น แม้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดไปแล้ว "ศักดิ์สยาม" ใช้นอมินีถือหุ้นแทน

วันนี้ (24 เม.ย.2569) ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก "Prinya Thaewanarumitkul" กล่าวถึงคำชี้แจงของ ป.ป.ช. ความยาว 5 หน้า เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 ที่อธิบายเหตุผลว่า เหตุใดจึงเห็นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ "ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน" และมีมติยกคำร้อง โดยระบุว่ามีการยกคำร้องตั้งแต่เดือน ก.ย. 2568 แต่ไม่ได้แถลงข่าว

แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่า นายศักดิ์สยาม ให้คนถือหุ้นแทน เป็นคำวินิจฉัยที่ฟังขึ้นหรือไม่? หรือยิ่งชี้แจงแล้วยิ่งหนักกว่าเดิม? มีประเด็นที่สำคัญที่สุดดังนี้

1. คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 (17 ม.ค.2567) สรุปว่า "ผู้ถูกร้องยังคงไว้ ซึ่งความเป็นผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมี นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ เป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกร้องมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรี ที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่น" ซึ่งเป็นการกระทำต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ผู้ถูกร้องคือคุณศักดิ์สยามจึงพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี

2. คำชี้แจงในวันนี้ของ ปปช. คือข้อเท็จจริงที่ ปปช. วินิจฉัยและมีมติว่า นายศักดิ์สยาม "ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน" นั้น "เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย" มติ ปปช. "จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4 ย่อหน้าสอง)

คำถามคือ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่า นายศักดิ์สยาม ผู้เป็นเจ้าของหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทตัวจริง โดยนายศุภวัฒน์ เป็นผู้ถือหุ้นแทน ทำไม ปปช. จึงเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็น เพราะการให้คนอื่นถือหุ้นแทน ก็คือการปกปิดบัญชีทรัพย์สินมิใช่หรือ โดยให้คนอื่นถือแทน ก็ย่อมแสดงเจตนาปกปิดอยู่แล้ว ทำไมปปช. จึงเห็นว่า "ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน"

กรณีที่พ้นตำแหน่งเพราะถือหุ้น แล้วไม่มีเจตนาในการปกปิดทรัพย์สิน จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ ทรัพย์สินที่ทำให้พ้นตำแหน่งนั้น เป็นทรัพย์สินในชื่อตัวเอง แต่หลงลืมหรือตกหล่นไม่ได้แจ้ง แต่กรณีนี้คือทรัพย์สินตนเองที่ให้คนอื่นถือแทน การให้คนอื่นถือแทนนั้นเป็นการปกปิดทรัพย์สินโดยเจตนาอยู่ในตัว ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว มติ ปปช.นี้จะไม่ขัดหรือแย้งต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ได้อย่างไร

3. ที่สำคัญเหตุผลที่ ปปช. นำมาชี้แจงว่า นายศักดิ์สยาม "ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน" ซึ่งสรุปได้ 3 ข้อเป็นเหตุผล ที่ผมเห็นว่าแปลกประหลาดในทางกฎหมาย ดังนี้คือ

(1) เหตุผลแรก ปปช. ชี้แจงว่านายศักดิ์สยาม "เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากจดทะเบียนโอนหุ้น" และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม "เข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว" ปปช. จึงเชื่อว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน (คำชี้แจง ปปช. หน้า 4)

การให้คนอื่นถือหุ้นแทนก็ต้องโอนให้อยู่แล้ว และเมื่อโอนให้แล้วก็ต้องให้คนถือหุ้นแทนดำเนินการใดๆ ให้ ปปช. รับฟังเหตุผลเช่นนี้ ปปช. รับฟังจนเอามาสรุปว่าไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สินได้อย่างไร และที่สำคัญในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญ ก็ชี้ไปแล้วว่าการโอนหุ้น เป็นการให้คนรับโอนถือหุ้นแทน

(2) เหตุผลที่สอง นายศักดิ์สยาม ชี้แจง ปปช.ว่า นายศุภวัฒน์ "ไม่ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" คุณศักดิ์สยามจึงไปฟ้องศาลแพ่ง (ศาลนนทบุรี) บังคับให้นายศุภวัฒน์ โอนเงินลงหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคนสตรัคชั่น จำนวน 119 ล้าน 5 แสนบาท คืนให้ตน แต่ต่อมาในชั้นศาลอุทธรณ์ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจเรียกร้องเงินจำนวนนี้ โดยแลกกันกับคุณศุภวัฒน์ รับซื้อที่ดินของคุณศักดิ์สยาม จำนวน 323 ไร่ ในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาท "เพื่อยุติข้อพิพาท" (คำชี้แจง ปปช. หน้า 2 และ 3)

เหตุผลนี้ประหลาดมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญ มิได้วินิจฉัยให้นายศุภวัฒน์โอนหุ้น หรือเงินลงหุ้นคืนให้นายศักดิ์สยาม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยามพ้นตำแหน่ง เพราะยังถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญฯ การที่นายศุภวัฒน์จะโอนหุ้นคืนให้หรือไม่ มิได้มีผลต่อข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่า นายศักดิ์สยามให้นายศุภวัฒน์ถือหุ้นแทน ขณะเป็นรัฐมนตรีแต่ประการใดเลย

แล้วที่ประหลาดกว่าคือนายศักดิ์สยาม "ไม่ติดใจ" ที่คุณศุภวัฒน์ไม่โอนหุ้น 119 ล้าน 5 แสนบาทคืนให้ เพราะนายศุภวัฒน์ตกลงซื้อที่ดินคุณศักดิ์สยามในราคา 51 ล้าน 5 แสนบาท เพื่อชดเชยกัน ทั้งๆ ที่ 51 ล้าน 5 แสนบาทน้อยกว่า 119 ล้าน 5 แสนบาทถึง 68 ล้านบาท!

(3) เหตุผลของ ปปช.ประการที่ 3 คือ หลังจากดำเนินการขายที่และยุติข้อพิพาทแล้ว นายศักดิ์สยามมีหนังสือขอ “ปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี)” โดยเพิ่มเติมรายการค่าที่ดิน 51 ล้าน 5 แสนบาทเข้าไป (คำชี้แจง ปปช. หน้า 3 และ 4)

คำถามคือ บัญชีทรัพย์สินขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้อย่างไร? บัญชีทรัพย์สินต้องถูกต้องตรงความจริงขณะที่ยื่น ไม่ว่าจะตอนเข้ารับตำแหน่งหรือตอนพ้นตำแหน่ง ถ้าขอปรับปรุง “ให้เป็นปัจจุบัน” ได้ ก็คือการปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังได้ แล้วการแสดงบัญชีทรัพย์สิน จะใช้ในการตรวจสอบการเพิ่มขึ้นผิดปกติได้อย่างไร?

แม้เหตุผลจะประหลาดในทางกฎหมายและฟังไม่ขึ้น แต่ก็เป็นสิทธิของนายศักดิ์สยาม ที่จะชี้แจงแสดงเหตุผลว่า ตนเองไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ปัญหาคือ ปปช. ทำไมรับฟังเหตุผลแบบนี้ และเชื่อทุกอย่างจนสรุปว่า “ไม่มีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน”?

มติ ปปช. โดยเหตุผลเช่นนี้ นำมาสู่บรรทัดฐานใหม่คือ การให้คนอื่นถือหุ้นแทน ปปช. ไม่ถือว่ามีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ซึ่งนี่เป็นบรรทัดฐานที่มีปัญหาแน่นอน

"ผมเห็นว่าในคราวนี้เป็นเรื่องที่เกินไปมาก และทำให้ ปปช. สูญเสียความเชื่อถือ ในความเที่ยงธรรมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไปเปรียบเทียบกับอีกคดีหนึ่งคืออดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ที่ปปช.เห็นว่าผิด ถึงขนาดขอให้ศาลฎีกา ตัดสิทธิลงการเมืองตลอดชีวิต ซึ่งศาลฎีกาจะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำร้องในวันนี้ตามที่ทราบกัน"

หลังจากนี้จะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญแน่ว่า ปปช. มีมติขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญ ปปช. เป็นองค์กรอิสระเดียวที่ สส. หรือ สว. หนึ่งในสิบ หรือประชาชนสองหมื่นคนเข้าชื่อกันร้องต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบได้ แม้ว่าจะต้องผ่านประธานรัฐสภา คือนายโสภณ ซารัมย์ แต่คงมีการเข้าชื่อกันแน่ และเรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ

ลอบวางบึ้มทหารพราน เจ็บ 1 นาย อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี

ส่งออกโต 19.3% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำ New High เหนือ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์

เรือรบสหรัฐฯ ลำที่ 3 ถึงตะวันออกกลาง "ทรัมป์" วางกำลังครั้งใหญ่สุดรอบ 20 ปี

แท็กที่เกี่ยวข้อง: