วันนี้ (6 ก.ค.2569) ที่ประชุมวุฒิสภา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ.... หลังร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2569 โดย สมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันอภิปรายอย่างหลากหลาย
ส่วนใหญ่เน้นเสนอแนะให้รัฐบาลบริหารงบประมาณโดยคำนึงถึงความโปร่งใส รอบคอบ และการวางแผนใช้จ่ายงบประมาณที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน
เช่น นายวีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภา เสนอให้รัฐบาลประเมินความเสี่ยง และวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อไม่ต้องกลับมาขอโอนงบประมาณอีก
เช่นเดียวกับ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่า พ.ร.บ.โอนงบประมาณเปรียบเหมือนยาแดงทาแผลแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ในระยะยาวรัฐบาลควรจะมองเรื่องความคุ้มค่าในการจัดทำงบประมาณ โดยมุ่งการใช้จ่ายที่จำเป็น และตอบโจทย์การช่วยเหลือประชาชน
ส่วนนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการโอนงบประมาณ แต่หมายถึงการโอนอำนาจในการตัดสินใจใช้จ่ายงบประมาณให้กับรัฐบาล ดังนั้นรัฐบาลต้องดำเนินการทุกอย่างให้ชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นการใช้งบประมาณไปเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ขณะที่นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้มาชี้แจงการจัดทำร่าง พ.ร.บ.โอนงบ
โดยชี้เหตุผลความจำเป็นในการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณว่า สืบเนื่องจากรัฐบาลเข้ามารับตำแหน่งช่วงหลังเดือน ก.พ.2569 และไม่มีใครคาดคิดว่า จะเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง จนนำไปสู่ปัญหาวิกฤตพลังงาน
ทั้งนี้รัฐบาลพยายามหาแหล่งเงินต่าง ๆ ที่จะมาแก้ปัญหาเยียวยาผลกระทบจากสงคราม ซึ่งประมาณการว่าจะได้เงินมาเติม 80,000-100,000 ล้านบาท ควบรวมกับงบกลางที่เหลืออยู่ประมาณกว่า 20,000 ล้านบาท รวมแล้วก็จะมีเงินเกือบ 150,000 ล้าน น่าจะเพียงพอ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปไม่สามารถออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณได้ทันทีในเดือน เม.ย.2569 หลังจากรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศอย่างเต็มตัว เนื่องจากติดเรื่องข้อกฎหมาย จึงจำเป็นต้องขยับการโอนงบประมาณมาหลังการจัดทำงบประมาณปกติ คือวันที่ 2 มิ.ย.2569
ทำให้ช่วงเวลาตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย.-2 มิ.ย. ที่ผ่านมานั้น หน่วยงานราชการที่รู้ว่ารัฐบาลกำลังจะโอนงบประมาณกลับเข้ามาเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ
โดยมีตัวเลขจากสำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางได้ตรวจสอบพบว่าตัวเลขการเบิกจ่ายในไตรมาส 2 และ 3 ตัวเลขสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 และ 3 เมื่อปีที่แล้ว เป็นสัญญาณที่บอกว่าไม่มีหน่วยงานราชการไหนต้องการที่จะโอนคืนงบประมาณให้กับรัฐบาลและพยายามใช้ในช่วงเวลานั้น สุดท้ายจึงทำให้โอนงบประมาณได้เพียง 10,328 ล้านบาท จึงเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดจึงโอนได้น้อยส่วนการเลือกว่าโครงการใดจะโอนหรือไม่โอนนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสำนักงบประมาณ
พร้อมย้ำถึงเหตุจำเป็นที่ต้องเตรียมงบกลางสำรองฉุกเฉิน เพื่อรองรับผลกระทบ สถานการณ์ในต่างประเทศ สถานการณ์ชายแดน รวมไปถึงภัยพิบัติต่าง ๆ ที่ประเมินได้ยาก และการที่สมาชิกวุฒิสภาตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมการนั้นต้องขอชี้แจงว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569
ทั้งนี้ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลขอขอบคุณทุกข้อสังเกตและทุกข้อห่วงใยของสมาชิกวุฒิสภา และเมื่อสมาชิกวุฒิสภาผ่านความเห็นชอบแล้วรัฐบาลก็จะนำงบประมาณส่วนนี้เข้าไปบริหารจัดการให้ถึงมือประชาชน โดยยืนยันว่า ไม่ได้ใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง พรรคการเมือง หรือบุคคลใดอย่างแน่นอน
หลังจากนั้นที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติผ่านความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ โดยมีจำนวนผู้ลงมติ 171 คน เห็นด้วย 146 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง และงดออกเสียง 20 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง เป็นอันว่าร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ผ่านความเห็นชอบทั้งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อ่านข่าว :
มติเอกฉันท์! สภาฯ รับหลักการร่างกฎหมายโอนงบปี 69
"กลาโหม" ยันไทยทำตามข้อตกลงหยุดยิง ไม่ฟันธงเหตุทหารกัมพูชาบาดเจ็บ

