ซากจรวด SpaceX พุ่งชนดวงจันทร์ นักวิทย์เร่งศึกษาผลกระทบขยะอวกาศ

วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
17:56
จำนวนผู้ชม 61
Thai PBS
ซากจรวด SpaceX พุ่งชนดวงจันทร์ นักวิทย์เร่งศึกษาผลกระทบขยะอวกาศ
ชิ้นส่วนจรวด Falcon 9 ของ SpaceX พุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูง ไร้อันตรายต่อโลก แต่นักวิทยาศาสตร์ใช้โอกาสหายากนี้ศึกษาสภาพพื้นผิว พร้อมเร่งวางมาตรการจัดการขยะอวกาศ เพื่อรองรับภารกิจส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์ในอนาคต

วันนี้ (5 ส.ค.2569) CNN รายงาน ชิ้นส่วนส่วนบน (Second Stage) ของจรวด Falcon 9 ที่พัฒนาโดยบริษัท SpaceX ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 4 ตัน (8,818 ปอนด์) พุ่งเข้าชนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูงกว่า 5,000 ไมล์/ชั่วโมง หรือราว 2.43 กม./วินาที เมื่อเช้าวันนี้ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณใกล้กับแอ่งอุกกาบาตไอน์สไตน์ (Einstein Crater) ทางฝั่งซ้ายบนของดวงจันทร์ แม้ว่าการพุ่งชนครั้งนี้ จะเกิดขึ้นในระยะห่างจากโลกประมาณ 225,623 ไมล์ แต่นักวิทยาศาสตร์และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ยืนยันตรงกันว่า เหตุการณ์นี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อโลกมนุษย์อย่างแน่นอน

ซากจรวดหนัก 4 ตัน เดินทางจากภารกิจเมื่อปี 2568

ซากจรวดที่พุ่งชนดวงจันทร์ครั้งนี้ เป็นจรวดท่อนบนของจรวด Falcon 9 ซึ่งถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2568 เพื่อส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ 2 ลำ ได้แก่ ยาน Blue Ghost ของบริษัท Firefly Aerospace จากสหรัฐฯ และยาน Resilience ของบริษัท Ispace จากญี่ปุ่น

หลังจากแยกตัวส่งยานเข้าสู่เส้นทางที่กำหนดแล้ว จรวดท่อนบนไม่ได้กลับเข้าสู่โลก แต่ยังคงลอยอยู่ในอวกาศ กระทั่งแรงโน้มถ่วงของระบบโลกและดวงจันทร์ รวมถึงอิทธิพลของกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ ค่อย ๆ เปลี่ยนวิถีการเคลื่อนที่ จนสุดท้ายพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์

สำหรับภารกิจดังกล่าว ยาน Blue Ghost สามารถลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จเมื่อเดือน มี.ค.2568 ขณะที่ยาน Resilience ลงจอดไม่สำเร็จในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ จรวด Falcon 9 ของ Space X เป็นรุ่นที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ และถูกนำไปใช้ในภารกิจอวกาศหลายครั้งแล้ว เมื่อจรวดทะยานขึ้น มันจะแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนล่างใช้ส่งแรงขับเคลื่อนจะกลับสู่โลก ส่วนเศษซากที่พุ่งตรงไปยังดวงจันทร์นั้นเป็นส่วนบน

ตามรายงานการศึกษาฉบับร่างที่เตรียมตีพิมพ์ในวารสาร The Astrophysical Journal Letters ระบุว่า การชนกันครั้งนี้จะทำให้เกิดหลุมอุกกาบาตแห่งใหม่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ซึ่งมีความกว้างประมาณ 20- 30 เมตร (65 - 90 ฟุต) การสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า หรือกล้องโทรทรรศน์ทั่วไปจากบนโลกทำได้ยาก เนื่องจากจุดที่เกิดการชนอยู่ในฝั่งที่ได้รับแสงอาทิตย์ ทำให้แสงวาบจากการปะทะ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงชั่วเวลาประมาณ 1 วินาที และจะถูกแสงสว่างของดวงจันทร์กลบไว้

อย่างไรก็ตาม ฝุ่นและเศษหินที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาจากแรงกระแทก อาจได้รับแสงจากแสงอาทิตย์จนสะท้อนแสงให้กล้องโทรทรรศน์ประสิทธิภาพสูง สามารถบันทึกภาพไว้ได้ ทั้งนี้ ยานสำรวจ Korean Pathfinder Lunar Orbiter ของเกาหลีใต้ และยาน Lunar Reconnaissance Orbiter (LRO) ของ NASA ดำเนินการบันทึกภาพก่อนและหลังการชน เพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อไป

วิเคราะห์มาตรการจัดการขยะอวกาศในอนาคต

นักวิชาการชี้ว่า ปรากฏการณ์วัตถุประดิษฐ์จากฝีมือมนุษย์ พุ่งชนดวงจันทร์ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก การพุ่งชนครั้งนี้ประเมินว่าส่งผลให้หินและเศษวัตถุบนดวงจันทร์กระจายออกไปไกลถึง 500 ไมล์ หรือ 805 กิโลเมตร ด้วยความเร็วสูงเทียบเท่ากับลูกกระสุนปืน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง หากเกิดขึ้นในบริเวณที่มีฐานปฏิบัติการหรือมนุษย์อวกาศทำงานอยู่

เหตุการณ์นี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำคัญสำหรับโครงการ Artemis ของ NASA ที่กำลังวางแผนสร้างถาวรวัตถุ และส่งมนุษย์ไปตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืน

ผู้แทนจาก SpaceX และ NASA ระบุร่วมกันว่า ในภารกิจวงโคจรต่ำรอบโลก ชิ้นส่วนจรวดมักจะถูกบังคับให้เผาไหม้ทำลายตัวเองในชั้นบรรยากาศของโลก แต่สำหรับภารกิจพลังงานสูงในห้วงอวกาศลึก จำเป็นต้องมีการพัฒนายุทธศาสตร์ และกฎระเบียบสากลฉบับใหม่ เพื่อบริหารจัดการการทิ้งทำลายชิ้นส่วนอวกาศ ให้มีความปลอดภัยสูงสุด และลดปริมาณขยะอวกาศในระบบโลก-ดวงจันทร์ให้น้อยที่สุดในอนาคต

อ่านข่าว :

สถ.สรุป 5,925 คนแก้ไขคะแนนสอบท้องถิ่น เตรียมเพิกถอนบรรจุ 3,404 คน

กสถ. ชี้ 12,000 คนสอบผ่านจริง กลุ่มทุจริตเตรียมเพิกถอนพร้อมแบล็กลิสต์

ขอนแก่นพบหลุมยุบกว่า 7 จุด นักธรณีวิทยาชี้เป็นพื้นที่หินปูน เร่งตรวจสอบ