“ไทย” ไม่ใช่ประเทศเดียวในอาเซียนที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร มีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ลาว รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ก็ต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ ด้วยการ “พลิกวิกฤต” เป็น “โอกาส” ให้สอดคล้องกับจำนวนผู้สูงวัย และยกระดับคุณภาพชีวิต ไม่ทิ้งให้วัยโรยที่อยู่เพียงลำพังต้อง “ตายโดดเดี่ยว” หากสามารถใช้ชีวิตช่วงบั้นปลาย อย่างมีศักดิ์ศรี ด้วยการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ
เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่อง การจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 ลงนามโดย นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้สูงอายุในรูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบ รองรับการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว เพื่อใช้เป็นกรอบมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ในการส่งเสริมและยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยในระดับชุมชน อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546
"วัยโรย" ไม่ต้องทนเหงา รัฐไฟเขียว ยกคุณภาพชีวิต "ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ"
โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ คือ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี ประกอบด้วยส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตในชุมชนส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพ การดูแล คุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุเสริมสร้างสุขภาพที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมในสังคมส่งเสริมการถ่ายทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรมท้องถิ่น และดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์
สำหรับประกาศฉบับนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และชุมชนต่าง ๆ สามารถจัดตั้ง “โรงเรียนผู้สูงอายุ”‘ ได้ง่าย และมีแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนมากขึ้น โดยสามารถออกแบบโรงเรียนผู้สูงอายุให้สอด คล้องกับวิถีชีวิตจริงของผู้สูงวัย ช่วยเสริมสร้างสุขภาพกายและใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในสังคม อีกทั้งยังเป็นการช่วยพัฒนาศักย ภาพ และคุ้มครองสิทธิของผู้สูงวัยด้วย
โรงเรียนผู้สูงอายุที่จัดตั้งและได้รับรองอยู่ก่อนหน้านี้ ให้ถือว่าเป็นโรงเรียนที่ได้รับการรับรองตามประกาศฉบับใหม่ทันทีส่วนหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความประสงค์จะจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ ทั้ง หน่วยงานของรัฐ, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.), องค์กรภาคประชาชน, องค์กรภาคประชาสังคม, องค์กรภาคเอกชน, องค์กรสาธารณประโยชน์ หรือองค์กรชุมชน โดยสามารถยื่นคำขอเป็นหนังสือ (ยื่นด้วยตนเอง, ไปรษณีย์ )
สำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถยื่นคำขอได้ที่ กรมกิจการผู้สูงอายุ หรือ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแคพื้นที่ และจังหวัดอื่น ๆ ยื่นคำขอได้ที่ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) หลังเข้ายื่นคำขอและผ่านการพิจารณา เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบความพร้อมของสถานที่และแผนการดำเนินงาน หากผ่านเกณฑ์มาตรฐาน อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุหรือผู้ได้รับมอบหมายจะพิจารณาอนุมัติออกหนังสือรับรองการจัดตั้งต่อไป
แรงงานลด-วัยปลาย “สูงอายุ” เพิ่ม
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดข้อมูลในรายงานสารประชากรประจำเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ให้เห็นดัชนีทางประชากรของประเทศไทยที่น่าสนใจ โดยพบว่าโครงสร้างประชากรไทยในปัจจุบันมีลักษณะเป็นรูปปิรามิดฐานแคบและมียอดป้านอย่างชัดเจน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่สำคัญ
"วัยโรย" ไม่ต้องทนเหงา รัฐไฟเขียว ยกคุณภาพชีวิต "ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ"
ข้อมูลจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวนประชากรรวมทั้งสิ้น 65,809,011 คน แบ่งเป็นชายและหญิง ในสัดส่วนใกล้ ๆ กัน คือ เพศชาย 32,045,088 คน และเพศหญิง 33,763,923 คน
ส่วนตัวเลขผู้สูงอายุ เมื่อเดือนมิ.ย.2569 พบว่า มีจำนวน 14,417,344 คน แบ่งเป็น ชาย 6,315,290 คน หญิง 8 ,064 ,839 คน อายุระหว่าง 60-69 ปี จำนวน 8 ล้านคน อายุระหว่าง 70-79 ปี ประมาณ 4.4 ล้านคน อายุระหว่าง 80-89 ปีจำนวน 1.5 ล้านคน อายุระหว่าง 90-99 ปี ประมาณ 3 แสนคน และอายุ 100 ปีขึ้นไป มีจำนวน 47,065 คน จำนวนนี้มีหลากหลายกลุ่ม ทั้งผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง ผู้สูงอายุที่ดูแลกันเอง และไม่ได้รับการช่วยเหลือ
จำนวนนี้ มีประชากรที่อยู่ในวัยทำงาน 41,398,000 คน เป็นชาย 20,514,000 คน และหญิง 20,884,000 คน เป็นกลุ่มวัยทำงานตอนปลาย ช่วงอายุ 46–50 ปี ประมาณ 5 ล้านคน รองลงมาคือช่วงอายุ 51–55 ปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างแรงงานที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกำลังมีสัดส่วนลดลงอย่างต่อเนื่อง และก้าวเข้าสู่ “วัยปลาย” มากขึ้น
โรงเรียนผู้สูงอายุ “ทางเลือก” คนวัยโรย
ในประเทศไทย มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับผู้สูงอายุครั้งแรกในพื้นที่ วัดพระธาตุดอยสะเก็ดพระอารามหลวง ตำบลเชิงดอย อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ คือ “โรงเรียนชราบาลวุฒิวิทยาลัย” เมื่อปี 2556 ถือเป็นโรงเรียนผู้สูงอายุต้นแบบแห่งแรกของประเทศ เปิดดำเนินการมากว่า 7 ปี มีนักเรียนเข้าร่วมศึกษากว่า 2,395 คน อายุรวมกว่า 164,226 ปี ต่อมาปี 2563 ได้ปิดตัวลง เนื่องจากถึงจุดอิ่มตัวของผู้สูงอายุ
ส่วนในพื้นที่กทม.ในปี 2563 ได้มีการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ “คลังปัญญาเลิศอุบล” ตั้งอยู่ที่ศูนย์บริการชุมชนเลิศอุบล เขตลาดพร้าว เป็นความร่วมมือระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุและสโมสรโรตารี่ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในชุมชน
นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนผู้สูงอายุกระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ อีกด้วย เช่น โรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา ซึ่งมีสถานภาพเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ ไม่ได้รับงบประมาณจากภาครัฐ และไม่เก็บค่าเล่าเรียน เรียนฟรี ผู้เรียนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนตัวเอง มีหลักสูตร 240 ชั่วโมง เรียน 1 ปีการศึกษา
"วัยโรย" ไม่ต้องทนเหงา รัฐไฟเขียว ยกคุณภาพชีวิต "ตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ"
วลัย วัย 67 ปี ข้าราชการบำนาญ บอกว่า เห็นด้วยที่จะให้มีการจัดตั้งโรงเรียนผู้อายุขึ้นในชุมชน เพราะผู้สูงอายุส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหน หากมีกิจกรรมทำ ก็จะช่วยคลายเหงา แม้ที่ผ่านมาทางเทศบาลจะจัดทริปท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุแต่ก็ปีละครั้งเท่านั้น ถ้ามีการจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับคนสูงวัยที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน หรือแหล่งชุมชนอื่น ๆ ก็จะทำให้สุขภาพจิต และร่างกายดีขึ้น เพราะบางคนอยู่บ้านคนเดียวในช่วงกลางวัน รอลูกหลานกว่าจะกลับถึงบ้านก็ค่ำมืด
มีลานอเนกประสงค์ในหมู่บ้าน กว้างขวาง เอามาจัดเป็นสถานที่เรียนแบบพื้นที่เปิดได้...ไม่รู้เมื่อไหร่จะจัดตั้งได้ และจะมีใครมาสำรวจหรือไม่ แต่หลังมีข่าวก็ได้แจ้งประธานหมู่บ้านไปแล้วว่า อยากให้มีโรงเรียนผู้สูงวัยขึ้นในชุมชน
ขณะที่ อะตอม วัย 40 ปี ซึ่งต้องลาออกจากงานประจำมาดูแล “อาม่า” วัย 86 ปี กล่าวว่า โรงเรียนผู้สูงอายุเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงวัยที่ต้องอยู่บ้านเพียงลำพัง หรือ ครอบครัวที่มีพ่อ-แม่ ในวัยเกษียณ ให้มีกิจกรรมทำร่วมกับคนอื่น ไม่ต้องเสี่ยงกับอาการป่วยด้วยโรคซึมเศร้า หรือโรคเครียด ที่สำคัญอาจช่วยได้หัวเราะ สุขภาพจิต ดีขึ้นด้วย
“เชื่อว่า โรงเรียนผู้สูงวัยจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งคนเมืองและคนต่างจังหวัด พ่อ แม่ ลุง ป้า น้า อา ที่อยู่ในวัยโรย จะได้ไม่ต้องทนเหงาอีกต่อไปแล้ว หากมีการออกแบบกิจกรรมให้ตรงกับความต้องการของคนในชุมชน” อะตอม ทิ้งท้าย
อ่านข่าว
วันแม่ เงินสะพัด 1.1หมื่นล้าน ของขวัญวันแม่ยอดนิยม “สลากกินแบ่งรัฐบาล”
24 ปี 8 พันล้าน ค่าตอบแทนฯ คดีอาญา เยียวยา "ผู้เสียหาย-จำเลยบริสุทธิ์"
หมายเหตุ: ขอบคุณภาพจากเพจโรงเรียนผู้สูงอายุยานนาวา และศูนย์บริการภาครัฐเพื่อประชาชน









