วันนี้ (10 ส.ค.2569) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยสถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขง จ.บึงกาฬ ว่า วันนี้ เวลา 08.00 น. ระดับน้ำในแม่น้ำโขงอยู่ที่ 12.06 เมตร ซึ่งอยู่ในระดับแจ้งเตือนเฝ้าระวัง (ธงเหลือง) ตามแผนเผชิญเหตุอุทกภัย จ.บึงกาฬ แต่ยังต่ำกว่าระดับตลิ่ง
ปภ.จังหวัดบึงกาฬ เตรียมความพร้อมและได้แจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ให้เฝ้าระวังฝนตกหนัก น้ำหลาก ดินถล่ม รวมถึงสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสงคราม มาตั้งแต่วันที่ 5 และ 7 ส.ค.2569
พร้อมทั้งได้ส่งการแจ้งเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast เมื่อวันที่ 9 ส.ค.2569 เวลา 18.00 น. "แจ้งระดับน้ำแม่น้ำโขงเพิ่มสูงขึ้น" และให้ประชาชนในพื้นที่ 4 อำเภอที่ติดแม่น้ำโขง ได้แก่ อ.เมืองบึงกาฬ อ.ปากคาด อ.บุ่งคล้า และ อ.บึงโขงหลง พร้อมขอให้ติดตามสถานการณ์และปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการ
ขณะเดียวกัน จ.บึงกาฬ ได้จัดเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์น้ำในแม่น้ำโขง ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขึ้นธงเหลืองแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังระดับน้ำอย่างใกล้ชิด
ด้านศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 7 สกลนคร ได้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาดท่อส่ง 14 นิ้ว ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่บริเวณจุดเสี่ยงโรงเรียนบึงกาฬ อ.เมืองบึงกาฬ เพื่อประจำการสูบระบายน้ำเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
ขณะที่ ระดับน้ำในแม่น้ำโขง ที่ จ.นครพนม มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าจะล้นตลิ่งในพื้นที่ลุ่มต่ำ ช่วงวันที่ 10-14 ส.ค.2569 ในพื้นที่ อ.เมืองฯ อ.ท่าอุเทน อ.ธาตุพนม อ.บ้านแพง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำโขง ยกของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายรถ ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และติดตามข่าวสารจากทางราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด หากต้องการความช่วยเหลือ ให้แจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อปท. ในพื้นที่ หรือสายด่วนนิรภัย 1784
รัฐบาลสั่งตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคเหนือ
ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ว่า นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคเหนือ ได้มีข้อสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับรูปแบบการทำงานเข้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวนขั้นสุด
จากการประเมินสภาพอากาศร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ภาคเหนือยังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และภัยแล้งในบางพื้นที่ จึงกำชับให้ทุกจังหวัดเตรียมพร้อม โดยจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อย และเตรียมกำลังคน เครื่องจักรกล และรถสูบน้ำให้พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ในข้อสั่งการดังกล่าว ยังกำชับเรื่องการประเมินความเสี่ยง โดยหากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงภัยสูง ให้จังหวัดพิจารณาใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินได้ทันที เพื่อบรรเทาความเสียหายล่วงหน้า และต้องไม่ปล่อยให้ระเบียบหรือขั้นตอนทางราชการกลายเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือประชาชน โดยให้เน้นการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรกๆ หากสถานการณ์รุนแรงจนต้องมีการอพยพ
ส่วนมาตรการระยะยาวว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง รัฐบาลได้สั่งการให้เร่งประเมินน้ำต้นทุน และสำรองน้ำอุปโภคบริโภค รวมทั้งประสานเกษตรกรปรับแผนการเพาะปลูก ส่วนกรณีหลังเกิดเหตุอุทกภัย ให้เจ้าหน้าที่ปูพรมสำรวจและเร่งจ่ายเงินเยียวยาฟื้นฟูโดยเร็วที่สุด เพื่อคืนชีวิตปกติให้ประชาชนให้ได้ไวที่สุด
อ่านข่าว :
"ฉลอง เรี่ยวแรง" เปิดใจปมยิงนายก อบจ.นนทบุรี อ้างทวงหนี้ 11 ล้าน อีกฝ่ายปฏิเสธคุย
เปิดวินาที "ฉลอง เรี่ยวแรง" บุกยิง "ธงชัย" นายก อบจ.นนทบุรี
ประวัติ "ฉลอง เรี่ยวแรง" จาก สส.นนทบุรี สู่เส้นทางการเมืองหลากขั้ว
