จับตาอิหร่านเปลี่ยนเกมสงคราม มุ่งโจมตีเชิงรุก-กดดันสหรัฐฯ

ต่างประเทศ
09:58
จำนวนผู้ชม 128
Thai PBS
จับตาอิหร่านเปลี่ยนเกมสงคราม มุ่งโจมตีเชิงรุก-กดดันสหรัฐฯ
ผู้ช่วย AI

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2569 CNN รายงาน สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลายไปสู่สงครามครั้งใหม่ หลังจากผู้นำฝ่ายขวาจัดของอิหร่านเริ่มปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ทางการทหาร จากเดิมที่เน้นการป้องกันประเทศ มาเป็นการเปิดปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบ

ท่ามกลางภาวะหยุดชะงักทางการเมืองเมื่อ บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่จัดทำขึ้นเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้หมดอายุลง โดยที่ประเด็นการควบคุมเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" ยังคงหาข้อสรุปไม่ได้ ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาในการนำประเทศออกจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 6 เดือน

ตั้งผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ชูนโยบายเปิดศึกบนแผ่นดินศัตรู

สัญญาณการเปลี่ยนผ่านยุทธศาสตร์ของเตหะรานเริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจน หลังจากการออกกฤษฎีกาปรับโครงสร้างผู้นำฝ่ายความมั่นคงโดย มอจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แต่งตั้ง โมห์เซน เรซาอี ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดในกองสืบราชการลับและกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่เชื่อมั่นว่า หนทางเดียวที่จะบีบให้สหรัฐฯ ยอมอ่อนข้อคือการเดินหน้าสู้รบและสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายบริหารของ ทรัมป์ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การแต่งตั้ง อะห์มัด วาฮิดี ขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองกำลัง IRGC คนใหม่ ยิ่งตอกย้ำทิศทางเชิงรุกอย่างเด่นชัด โดย โมฮัมหมัด เรซา นัคดี ที่ปรึกษาประจำกองกำลังฯ เปิดเผยผ่านสื่อทีวีรัฐบาล IRIB ว่า กองทัพอิหร่านได้รับมอบหมายให้พัฒนาขีดความสามารถในการ "ย้ายการปฏิบัติการทางทหารไปยังแผ่นดินของศัตรู" โดยมุ่งเน้นการโจมตีเป้าหมายอย่างชาญฉลาด คัดสรร และตรงจุด ซึ่งรวมถึงการเล็งเป้าหมายไปยังฐานทัพและโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

ยกระดับแสนยานุภาพ ลดพึ่งพากลุ่มตัวแทน

การปรับเปลี่ยนหลักนิยมทางการทหารในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาเทคโนโลยีขีปนาวุธบาลลิสติกรุ่นใหม่ที่มีความคล่องตัวสูงและติดตั้งหัวรบพวง (Cluster Warheads) ควบคู่ไปกับการใช้โดรน ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถปรับตัวและตอบโต้ระบบป้องกันภัยทางการทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักวิเคราะห์จากสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศมองว่า อิหร่านกำลังปรับลำดับความสำคัญ โดยลดบทบาทการพึ่งพากลุ่มตัวแทนอย่าง เฮซบอลลาห์ หรือ กองกำลังมิลิเชียในอิรัก และหันมาพึ่งพาแสนยานุภาพทางอากาศและโดรนของกองทัพตนเองโดยตรง เพื่อชิงความได้เปรียบทั้งในมิติของเวลา จังหวะ และพื้นที่สงคราม

ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังคงรักษากลยุทธ์ก่อกวนเศรษฐกิจโลกผ่านสงครามที่ไม่เป็นรูปแบบ (Asymmetrical Warfare) เช่น การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของบริษัท ADNOC แห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในอ่าวเปอร์เซียเพื่อดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น รวมถึงการส่งสัญญาณขู่ก่อวินาศกรรมสายเคเบิลใต้ทะเล ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของกลุ่มประเทศอาหรับในแถบอ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียที่เสี่ยงต่อการถูกโอบล้อมจากกองกำลังฮูตีในเยเมนและมิลิเชียในอิรัก

นักวิเคราะห์ชี้ อิหร่านประเมิน "ภัยสงคราม" ต่ำกว่า "พิษคว่ำบาตร"

ฮามิดเรซา อาซีซี นักวิเคราะห์จากสถาบัน Clingendael ในเนเธอร์แลนด์ ประเมินว่า ฝ่ายบริหารของเตหะรานมองว่า สภาวะ "ต่อให้ไม่รบกับสหรัฐฯ ประเทศก็ไม่สงบอยู่แล้ว" ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือวิกฤตเศรษฐกิจภายในประเทศที่ทรุดหนัก เป็นภัยคุกคามร้ายแรงกว่าการเปิดศึกโดยตรง

ดังนั้น ผู้นำอิหร่านจึงสรุปว่า ต้นทุนของการเข้าสู่สงครามรอบใหม่ยังต่ำกว่าการปล่อยให้ศักยภาพของประเทศถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรและการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ

การประกาศยุทธศาสตร์เชิงรุกในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความพร้อมทางทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเชิงจิตวิทยาไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐฯ และประชาชนภายในประเทศอิหร่านเอง ว่าเตหะรานพร้อมที่จะใช้ความเด็ดขาดทางการทหารเพื่อยึดกุมอำนาจต่อรองทางการเมืองในระยะยาว

อ่านข่าว :

กลาโหม ลงพื้นที่ "น่าน" สั่งระดมกำลังทหารเร่งช่วยผู้ประสบภัย

อัปเดต “น้ำท่วมน่าน” ชุมชนภูมินทร์-ท่าลี่ อ.เมือง จ.น่าน

ฝนถล่มแม่ฮ่องสอน ดินสไลด์ เสาไฟล้ม ขวางถนนแม่สะเรียง-เชียงใหม่