ในปี 2568 ข้อมูลจาก GISTDA ระบุภาพรวมตลอดช่วงฤดูไฟป่าและฝุ่นควันในช่วง 4 เดือนแรกของปี รวมพื้นที่เผาไหม้ทั่วประเทศพบตัวเลขพุ่งสูง 15,087,226 ไร่ ขณะที่ปี 2569 จุดความร้อนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาในพื้นที่การ เกษตร แม้จะลดลงต่อเนื่องเหลือ 94 จุด แต่ความเสี่ยงการเกิดไฟป่า ยังเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ใน 5 จังหวัดที่มีพื้นที่เสี่ยงสูงสุด คือ เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน ลำปาง และน่าน ยังต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
แม้จะมีความพยายามการแก้ไขปัญหาไฟป่าจากพื้นที่เผาไหม้ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเสียหายที่ชาวบ้านแต่ละครัวเรือนได้รับ ไม่ใช่เฉพาะไฟป่าอย่างเดียว แต่ยังมีปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลกระทบสุขภาพ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและอื่น ๆ ตามมาด้วย มูลค่าความเสียหายในเชิงเศรษฐศาสตร์มากกว่า 2.06 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 12 เปอร์เซ็นต์ต่อ GDP ซึ่งเป็นต้นทุนทางสังคมที่ประเทศต้องจ่าย
ในการจัดเสวนาระดับนโยบายในหัวข้อ "ข้อเสนอยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ลดไฟป่า และลดควันพิษต่อสุขภาพ” เมื่อวันที่ 18 ส.ค.2569 ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ซึ่งมี พล.อ.อ.ศิริพล ศิริทรัพย์ ในฐานะประธานกลุ่มเศรษฐกิจ มูลนิธิคลังสมอง วปอ .มีการนำเสนอรายงาน “วิกฤตมลพิษไฟป่า : ผลกระทบทางเศรษฐกิจและทางออก” โดย รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจหลายประเด็น
ยุทธศาสตร์เชิงรุก "ป่าเพิ่ม–ไฟลด-ชุมชนมีรายได้" ข้อเสนอคลังสมองวปอ.
หากมองในเชิงลึก เบื้องหลังของปัญหาเชิงโครงสร้างมี 3 ชั้น คือ คนจุดไฟ เผาป่า เพราะล่าสัตว์ หาของป่า เผาเพื่อทำพื้นที่เกษตร และปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาชั้นที่ 2 หลังจากไฟติดแพร่กระจายถึงไหน ปัญหาเชื้อเพลิงสะสม แนวกันไฟและระบบป้องกันพร้อมหรือไม่ กว่าจะถึงขั้นตอนการดับไฟ ไฟลามกลายเป็นวงกว้าง และการมีสิทธิต่อทรัพยากรในพื้นที่ มีทางเลือกอื่นหรือไม่ เพราะการแก้ปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ให้เดินได้ต่อไปจะต้องมี “ค่าตอบแทน” เป็น “แรงจูงใจ”
รศ.ดร.วิษณุ มองว่า การเผาป่ามักจะเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ซึ่งในแต่ละพื้นที่มีบริบทที่แตกต่าง บางพื้นที่เลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการจัดระเบียบการเผาจึงเป็นสิ่งจำเป็น หรือการลดการเผาป่าให้ได้ควรจะต้องทำอย่างไร แนวทางแก้ไขปัญหานี้ สิ่งเห็นตรงกันคือ ต้องนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ชาวบ้านที่เข้ามาดูแลป่า ควรได้รับค่าตอบแทน โดยผู้ใช้ประโยชน์จากป่า ควรเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทน หากชุมชนเมืองได้ประโยชน์ ควรโอนย้ายภาษีจากเมือง เพื่อเจียดไปให้ชาวบ้านด้วย ถือเป็นการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ชุมชนเป็นผู้ร่วมรักษาป่า ไม่ใช่เพียงผู้ถูกบังคับห้ามเผา
ยุทธศาสตร์เชิงรุก "ป่าเพิ่ม–ไฟลด-ชุมชนมีรายได้" ข้อเสนอคลังสมองวปอ.
ทั้งนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน มีข้อเสนอการบริหารจัดการเพื่อสร้างป่า สร้างรายได้ ลดไฟป่า ลดหมอกควัน มีข้อเสนอต่อภาครัฐ คือเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ตั้งระบบบัญชาการเดียว ในการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และการเผาในพื้นที่โล่งแจ้ง จัดให้มีศูนย์บัญชาการและศูนย์ข้อมูลกลาง เนื่องจากที่ผ่านมา ปัญหาไฟป่าในประเทศไทยยังคงถูกบริหารจัดการในลักษณะ "หลายหน่วยงาน หลายงบประมาณ และขาดระบบบัญชาการร่วม" ส่งผลให้การจัดสรรทรัพยากรและการตัดสินใจในพื้นที่ล่าช้า ไม่ทันต่อสถานการณ์
ดังนั้นควรมีการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีพ เพื่อลดการพึ่งพาการเผาป่า หรือ การส่งเสริมอาชีพทางเลือกที่เป็นมิตรต่อป่าและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เช่น การ ลดพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน ลดการใช้เกษตรเชิงเดี่ยว ส่งเสริมสร้างรายได้และเศรษฐกิจชุมชน ส่งเสริมการปลูกป่าทดแทน การเพาะกล้าไม้ ส่งเสริมพืชติดไฟยากและธนาคารน้ำใต้ดิน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดความเสี่ยงไฟป่า การสร้างทางออกแบบยั่งยืน โดยสร้างเจ้าของร่วม การแก้ปัญหาไฟป่าที่ยั่งยืน ต้องผสานการจัดการเชื้อเพลิง ข้อมูลชุมชน ห่วงโซ่อุปทานรับผิดชอบ
ควรมีการตั้งงบประมาณล่วงหน้า สิทธิร่วมดูแล และแรงจูงใจทางการเงินเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายอากาศสะอาดสู่การปฏิบัติผ่านกลไกกฎหมายลำดับรอง ระบบเฝ้าระวังสุขภาพ สวัสดิการภาคีเครือข่ายด่านหน้าและการมีส่วนร่วมของชุมชน
ยุทธศาสตร์เชิงรุก "ป่าเพิ่ม–ไฟลด-ชุมชนมีรายได้" ข้อเสนอคลังสมองวปอ.
และควรมีการกระจายอำนาจ งบประมาณ และเครื่องมือให้จังหวัดและท้องถิ่น สามารถปฏิบัติได้จริง ป้องกันก่อนเกิดไฟ ใช้เทคโนโลยี “ดาวเทียม + AI + Drone” ให้เป็นระบบเดียว เชื่อมข้อมูลจุดความร้อน คุณภาพอากาศ และข้อมูลพื้นที่เพื่อ ตรวจจับ–วิเคราะห์–แจ้งเตือน–ส่งกำลังเข้าระงับเหตุ ให้เร็วที่สุด พร้อมทดลองใช้โดรนและเทคโนโลยีสารยับยั้งไฟ ในพื้นที่นำร่อง สร้าง “เศรษฐกิจปลอดการเผา”เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านศูนย์รวบ รวม–แปรรูปชีวมวล–ตลาดรับซื้อ
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญอีกประการคือ งบประมาณส่วนใหญ่ยังเน้น "การระงับเหตุในช่วงฤดูไฟ" มากกว่าการป้องกันและจัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้า ทั้งที่ช่วงก่อนเกิดไฟเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการลดความรุนแรงของปัญหา เพราะการแก้ไฟป่า ต้องไม่ใช่เพียงการเพิ่มงบเพื่อดับไฟ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดและระบบบริหารทั้งประเทศ จากการตั้งรับเป็นการป้องกันเชิงรุก ใช้เทคโนโลยีให้เต็มประสิทธิภาพ สร้างรายได้ให้ชุมชน และทำให้การรักษาป่าเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่
สำหรับข้อมูลและข้อเสนอจากการเสวนาดังกล่าว จะถูกนำไปสังเคราะห์เป็น "สมุดปกขาวข้อเสนอยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการ" เพื่อเสนอต่อภาครัฐในการขับเคลื่อนเป้าหมาย "ป่าเพิ่ม–ไฟลด–ฝุ่นลด–สุขภาพดี–ชุมชนมีรายได้–ประเทศมีระบบจัดการไฟป่าที่ยั่งยืน" ต่อไป
อ่านข่าว :
"คืนพงไพร" เพิ่มถิ่นอาศัย "พยัคฆา" ฟื้นพื้นที่ป่าไม้ ขจัดขัดแย้ง "คน-สัตว์"
