มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค รายงานทุกข์ผู้บริโภคปีนี้ จี้ปรับกม.-ใช้กม.อย่างจริงจัง
นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พร้อมเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค 6 ภูมิภาค ร่วมแถลงข่าว“รายงานสถานการณ์ความทุกข์ของผู้บริโภคประจำปี 2554”ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ในวันนี้ (21 ธ.ค.) ว่า ช่วงปี 2554 มูลนิธิฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 895 กรณี และมีการร้องเรียนผ่านเครือข่ายผู้บริโภคในส่วนภูมิภาคอีกจำนวนหนึ่ง สามารถแบ่งกลุ่มปัญหาของผู้บริโภคได้ 7 ด้าน อาทิ ด้านการเงินการธนาคาร ปัญหาที่พบ เช่น ใบแจ้งหนี้ของบัตรเครดิตบางบริษัทมีรายละเอียดเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น และไม่แสดงรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่จะสามารถตรวจสอบได้, ผู้บริโภคถูกเชิญชวนกึ่งบังคับให้ทำประกันแบบคุ้มครองหนี้สินแล้วไม่มีสิน ไหมตอบแทน , การล่อหลอกให้ผ่อนชำระเงินหนี้บัตรเครดิตในอัตราขั้นต่ำทำให้ผู้บริโภคต้อง แบกรับภาระค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยในอัตราที่สูง ,การเชิญชวนให้ร่วมโครงการพักชำระหนี้ในช่วงอุทกภัยโดยที่ไม่มีการหยุดพัก เงินต้นและดอกเบี้ยที่แท้จริง ส่วนปัญหาด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการทำสัญญาจะซื้อจะขาย บ้านและที่ดินที่ล่อผู้บริโภคด้วยเงินดาวน์ต่ำแต่คุณภาพการก่อสร้างก็ต่ำ
ด้าน นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ เครือข่ายผู้บริโภคภาคอีสาน กล่าวถึงปัญหาของผู้บริโภคด้านสินค้าและบริการว่า พบการบ่ายเบี่ยง ประวิงเวลาของบริษัทประกันภัย ทั้งประกันภัยรถยนต์, ประกันชีวิต และประกันวินาศภัย และมีการปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมโดยอ้างว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่เข้า เงื่อนไขการรับประกันภัย ทำให้ผู้บริโภคต้องใช้วิธีการฟ้องร้องแทน ซึ่งปัญหาด้านประกันภัย เป็นปัญหาน่าจับ ตาเฝ้าระวังเพราะอาจเป็นมวลปัญหาก้อนใหญ่ที่ลุกลามต่อเนื่องไปถึงปี 2555 จากปัญหาไม่ชดเชยความเสียหายกรณีมหาอุทกภัย รวมทั้งความเสียหายที่เกิดจากการซื้อหรือใช้สินค้าที่ไม่มีคุณภาพ ชำรุดบกพร่อง อาทิ ซื้อรถใหม่ป้ายแดง แล้วเกิดความเสียหายบริษัทไม่ยอมเปลี่ยนสินค้าใหม่ให้ ใช้วิธีการซ่อมแซมไปเรื่อยๆ หากต้องการเรียกร้องค่าเสียหายก็ต้องใช้กระบวนการทางศาลในการต่อรอง
ส่วน นายพงษภัทร หงส์สุขสวัสดิ์ ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค ภาคตะวันตก กล่าวถึงปัญหาด้านสื่อและโทรคมนาคมว่า มีโฆษณาผิดกฎหมายจำนวนมากในสื่อต่างๆโดยเฉพาะโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพโดยใช้ช่องว่างของกฎหมายที่มีบทลงโทษที่ต่ำ ด้วยการโฆษณาโดยไม่ขออนุญาต มีการโฆษณาโอ้อวดเกินจริงเป็นเท็จผ่านทางสื่อวิทยุ, โทรทัศน์, อินเตอร์เน็ต, เคเบิลทีวี, ทีวีดาวเทียม, ป้ายโฆษณา และโฆษณาเครื่องดื่มผสมกาเฟอีนที่ใช้รูปแบบโฆษณาผิดกฎหมาย มีการแถม หรือ ชิงโชคชิงรางวัล ส่วนด้านโทรศัพท์มือถือที่พบมากคือ การยัดเยียดบริการเสริม และปฏิเสธการเลิกใช้บริการยาก ทำให้ผู้บริโภคเสียค่าใช้จ่ายสูง และปัญหาใหญ่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขคือการกำหนดวันหมดอายุของบัตรเติมเงิน
ขณะที่นายสวัสดิ์ คำฟู ตัวแทนเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ภาคเหนือ กล่าวถึงปัญหาด้านบริการสุขภาพและสาธารณสุข ว่า ปัญหาการใช้บริการบัตรทอง เป็นอันดับต้นๆของเรื่องร้องเรียนด้านนี้ เช่น เครือข่ายหน่วยบริการในระบบบัตรทองที่มีไม่เพียงพอต่อการให้บริการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชนไม่ให้ความสำคัญต่อระบบหลักประกันสุขภาพ ด้วยการไม่กระจายเงินให้กับเครือข่ายหน่วยบริการของตนเองทำให้หน่วยบริการ ไม่เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการ และมีการโยกย้ายสิทธิของผู้ใช้บริการโดยไม่แจ้งให้ทราบ ในขณะที่หน่วยบริการของรัฐมักพบปัญหาการวินิจฉัยและการตรวจรักษาที่ผิดพลาด
นายกำชัย น้อยบรรจง ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค ภาคกลาง กล่าวถึงปัญหาด้านบริการสาธารณะว่า ในช่วงอุทกภัยที่ผ่านมา ประชาชนวิตกเรื่องค่าน้ำค่าไฟที่สูงเกินจริง ตรวจสอบไม่ได้ แม้พยายามทักท้วงแต่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที และเกิดอุบัติเหตุกับรถโดยสารสาธารณะอย่างต่อเนื่องทั้งปี โดยสาเหตุส่วนใหญ่มาจากพนักงานขับรถหลับใน ไม่ชำนาญเส้นทาง และจากคุณภาพของตัวรถโดยสารเอง
น.ส.บารีย๊ะ ยาดำ ตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค ภาคใต้ กล่าวถึงปัญหาด้านการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ พบว่ามีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่หมดอายุแล้วในห้างค้าปลีกสมัยใหม่ และพบปัญหาความไม่ชัดเจนของการแสดงฉลากสินค้า เช่นวันที่ผลิต หมดอายุ อยู่ในตำแหน่งที่อ่านยาก เอกสารกำกับไม่เป็นภาษาไทย
น.ส.สวนีย์ ฉ่ำเฉลียว เจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค กล่าวถึงการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้วยการฟ้องเป็นคดีทั้งคดีแพ่งสามัญ , คดีอาญา และคดีผู้บริโภคผ่านคดีอุบัติเหตุรถโดยสาร โดยมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและศูนย์ ทนายความอาสาได้ช่วยเหลือในการฟ้องคดีทั้งสิ้น 124 คดี คดีสิ้นสุดแล้ว 108 คดี สามารถเรียกค่าเสียหายให้ผู้เสียหายได้ 27,244,803.39 บาท เพราะปัญหาความทุกข์ของผู้บริโภคที่มาแบบสูตรสำเร็จเช่นนี้ หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องอาจไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคได้ทั้งหมด จากปัญหาต่างๆที่พบ
ทั้งนี้ เครือข่ายผู้บริโภคเห็นพ้องร่วมกัน เรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้
1. ผู้บริโภคจะต้องมีข้อมูลให้เท่าทันกับสถานการณ์ เพื่อใช้รับมือ และเป็นเกราะป้องกันตัวจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ คือองค์กรอิสระผู้บริโภคในรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 61 คือหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการเผยแพร่ข้อมูล ให้ความเห็น รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการหาทางออกให้กับผู้บริโภคได้ หากเกิดองค์การอิสระก็จะเป็นคำตอบสำหรับผู้บริโภคได้
2. กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคฉบับอื่นๆ ต้องเกิด ขึ้นด้วย ทั้งพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหาย และ พ.ร.บ.กองทุนสินไหมทดแทนผู้ประสบภัยจากรถ ตลอดจนการปรับปรุงพัฒนากฎหมายและนโยบายที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ปัญหาผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น กฎหมายที่เกี่ยวกับอาหารและยา ต้องเพิ่มบทลงโทษกับผู้กระทำความผิดให้หนักขึ้น กฎหมายประกันสังคมและนโยบายด้านสาธารณสุข เพื่อให้มีระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว โดยไม่เก็บ 30 บาทในระบบบัตรทอง ให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดราคากลางบริการสุขภาพทั้ง 3 กองทุน เป็นต้น
3. ต้องบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างจริงจัง และให้เกิดประสิทธิภาพเช่น กฎหมายด้านจราจร ด้านขนส่งที่ควบคุมด้านการใช้ความเร็ว เข็มขัดนิรภัย การควบคุมพนักงานขับรถโดยสาร เป็นต้นBottom of Form
