วันนี้ (16 ก.ย.2569) CNN รายงาน การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระหว่างสหรัฐฯ-จีน กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้น เมื่อความก้าวหน้าของเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันทางเศรษฐกิจ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่ผู้พัฒนา AI บางส่วนเริ่มเตือนว่า เทคโนโลยีอาจก้าวไปไกลกว่าความสามารถของมนุษย์ในการควบคุม แต่ในอีกด้านหนึ่ง การชะลอการพัฒนาเพียงฝ่ายเดียวก็อาจทำให้คู่แข่งอย่างจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ
จีนเร่งเครื่อง ขณะที่ช่องว่าง AI กับสหรัฐฯ แคบลง
ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ พยายามรักษาความได้เปรียบด้าน AI ด้วยการจำกัดการเข้าถึงชิปประสิทธิภาพสูงของจีน แต่บริษัทจีนพยายามแก้ข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ใช้กำลังประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.2568 เมื่อ DeepSeek-R1 ของจีนทำผลงานใกล้เคียงกับโมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ อย่างมาก ก่อนที่โมเดลจาก 2 ประเทศจะผลัดกันขึ้นมาอยู่ในระดับแนวหน้าของการทดสอบหลายรายการ
รายงาน AI Index 2026 ของ Stanford ระบุว่า ช่องว่างด้านประสิทธิภาพระหว่างโมเดล AI ของสหรัฐฯ และจีน "แทบจะปิดลงแล้ว" โดยในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา โมเดลชั้นนำของสหรัฐฯ นำโมเดลจีนอยู่ประมาณร้อยละ 2.7 เท่านั้น แม้สหรัฐฯ ยังมีข้อได้เปรียบด้านจำนวนโมเดลระดับแนวหน้า สิทธิบัตรที่มีผลกระทบสูง และโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูล ขณะที่จีนมีจุดแข็งด้านจำนวนงานวิจัย การอ้างอิง สิทธิบัตร และการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรม
ดังนั้น คำถามว่าประเทศใด "นำหน้า" จึงขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้วัด ไม่ว่าจะเป็นความสามารถของโมเดล เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน ชิป งานวิจัย หรือการนำ AI ไปใช้จริง
จีนเองมีเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน เอกสาร "แผนพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ยุคใหม่" ของรัฐบาลจีน ซึ่งประกาศตั้งแต่ปี 2560 กำหนดเป้าหมายให้จีนก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางนวัตกรรม AI สำคัญของโลกภายในปี 2573 และให้ AI เป็นส่วนสำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และความมั่นคงของประเทศ
แนวทางของจีนจึงมีลักษณะของการระดมทรัพยากรจากภาครัฐและภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โมเดลภาษาขนาดใหญ่ หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง
ความกลัวของจีนไม่เหมือนความกลัวของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม การแข่งขัน AI ไม่ได้มีเพียงเรื่องว่าใครพัฒนาได้เร็วกว่า เพราะแต่ละประเทศมอง "ความเสี่ยง" แตกต่างกัน
สำหรับสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญและบริษัท AI กังวลว่า โมเดล AI ในอนาคตอาจมีความสามารถมากขึ้นจนมนุษย์ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมหรือวัตถุประสงค์ของระบบได้อย่างน่าเชื่อถือ ขณะที่ยังไม่มีใครสามารถระบุได้แน่ชัดว่า ต้องใช้กำลังประมวลผลหรือความสามารถระดับใดจึงจะทำให้เกิดความเสี่ยงระดับร้ายแรง
วินเซนต์ โคนิตเซอร์ ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน เตือนว่า ไม่มีเส้นแบ่งที่พิสูจน์ได้ว่า ก่อนถึงระดับนี้จะปลอดภัย และหลังจากระดับนี้จะเกิดหายนะ เพราะแม้กำลังประมวลผลที่มีอยู่ในปัจจุบันก็อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่คาดไม่ถึงได้ หากมีแนวคิดหรือวิธีการใหม่เข้ามาเสริม
ขณะที่จีนให้ความสำคัญกับความเสี่ยงอีกด้านมากกว่า นั่นคือความมั่นคงของรัฐและระบบการเมือง
เฉิน อี้ซิน รมต.ความมั่นคงแห่งรัฐของจีน เตือนว่า AI อาจถูกใช้โดยต่างชาติในการโจมตีระบบไซเบอร์ การจารกรรม และ สงครามทางความคิด ผ่านเนื้อหาที่สร้างด้วย AI เช่น ดีปเฟกและข้อมูลบิดเบือน ซึ่งอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองและอุดมการณ์ของจีน
จีนจึงเดินหน้าสร้างกรอบกำกับดูแล AI อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 มีการผลักดันมาตรฐานความปลอดภัย การประเมินระบบจากภายนอก และมาตรการควบคุมความเสี่ยงของ AI ที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น รวมถึงความเสี่ยงจากการถูกเจาะระบบหรือทำงานนอกขอบเขตที่มนุษย์กำหนด
ในมุมของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย แนวทางของจีนมีข้อได้เปรียบจากการที่รัฐสามารถระดมทรัพยากรได้รวดเร็ว แต่ก็มีความเสี่ยงเรื่องการแทรกแซงทางการเมืองและอคติของระบบ AI เพราะการกำกับดูแลถูกเชื่อมโยงกับการควบคุมข้อมูลและเสถียรภาพของพรรค
โจทย์ใหญ่ "ชะลอ AI" โดยไม่เปิดทางให้คู่แข่ง
นี่คือเหตุผลที่ข้อเสนอให้ชะลอ AI กลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักในสหรัฐฯ ดาริโอ อาโมดี ซีอีโอของ Anthropic เสนอว่า สหรัฐฯ ควรกำหนดจังหวะ การพัฒนา AI ให้ช้าลงในระดับที่ทำให้บริษัทมีเวลาสร้างมาตรการความปลอดภัย แต่ต้องไม่ช้าจนจีนสามารถไล่แซงได้
ในข้อเสนอของเขา การรักษาความได้เปรียบของสหรัฐฯ เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะหากสหรัฐฯ ชะลอมากเกินไป ขณะที่โครงการที่เกี่ยวข้องกับจีนยังเดินหน้าต่อ อาจทำให้จีนขึ้นมาเป็นผู้นำและสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงได้
อาโมดี เสนอให้สหรัฐฯ รักษาความได้เปรียบด้วยมาตรการต่าง ๆ เช่น จำกัดการขายชิป AI ประสิทธิภาพสูงและอุปกรณ์ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ให้จีน ป้องกันการลักลอบเข้าถึงชิปและศูนย์ข้อมูล ป้องกันการนำโมเดลชั้นนำไปสร้างต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต และเพิ่มความปลอดภัยของบริษัท AI เพื่อป้องกันการขโมยโมเดล
เขามองว่า หากมาตรการเหล่านี้ทำให้สหรัฐฯ รักษาความเป็นผู้นำได้ ก็จะมีอำนาจต่อรองมากขึ้นในการชวนจีนเข้าสู่การเจรจากำหนดกติกา AI ระดับโลก
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่คล้ายกับการแข่งขันด้านอาวุธในยุคสงครามเย็น คือทั้งสองฝ่ายอาจมองว่าตัวเองจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้เปรียบ แต่ยิ่งแข่งขันมากขึ้น ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
Reuters รายงานเมื่อวันที่ 15 ก.ย.2569 ว่าความกังวลเรื่องความเสี่ยงร้ายแรงของ AI กำลังชนกับแรงผลักดันด้านภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่รัฐบาลมองว่าความเป็นผู้นำด้าน AI มีความสำคัญต่อความมั่นคง และการชะลอฝ่ายเดียวอาจสร้างความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์
ขณะเดียวกัน จีนเองก็ไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงของ AI โดยนักวิจัยมองว่าปักกิ่งมีความกังวลว่า AI ที่ควบคุมไม่ได้อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางสังคมและการเมืองของจีนเช่นกัน
โจทย์จึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่า "ใครจะชนะการแข่งขัน AI" แต่รวมถึงคำถามว่า ทั้งสองประเทศจะสามารถสร้างกติกาที่ทำให้การแข่งขันไม่กลายเป็นวงจรที่แต่ละฝ่ายต้องเร่งพัฒนาเพราะกลัวอีกฝ่ายแซงหน้าได้หรือไม่
ข้อเสนอหนึ่งคือ การกำหนดขอบเขตความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ เช่น การทดสอบความปลอดภัยของโมเดล การกำหนดมาตรฐานร่วม หรือการจำกัดการใช้ AI ในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่การพัฒนา AI ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแห่งชาติอาจถูกแยกออกจากกรอบความร่วมมือ
ท้ายที่สุด ความขัดแย้งสำคัญของการแข่งขัน AI คือ หากทั้งสหรัฐฯ และจีนเชื่อว่าการรักษาความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็น ก็อาจไม่มีฝ่ายใดยอมชะลออย่างแท้จริง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากทั้ง 2 ฝ่าย เร่งสร้างระบบ AI ที่มีความสามารถสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่สามารถเข้าใจหรือควบคุมพฤติกรรมของระบบได้อย่างน่าเชื่อถือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นก็อาจกลายเป็นปัญหาด้านความมั่นคงเช่นกัน
ดังนั้น การแข่งขัน AI ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจึงกำลังเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่าง การรักษาความได้เปรียบ กับ การควบคุมความเสี่ยง และคำถามสำคัญของทศวรรษนี้อาจไม่ใช่เพียงว่าใครจะพัฒนา AI ได้เร็วที่สุด แต่คือทั้ง 2 ฝ่ายจะหาวิธีแข่งขันโดยไม่ทำให้เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาขึ้นมานั้นกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์ควบคุมไม่ได้ ได้หรือไม่
อ่านข่าว :
“น่าน” แจ้งเตือนด่วนที่สุด ระวัง "น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม" ถึง 20 ก.ย.นี้
ศาลยกฟ้องคดี "บิ๊กโจ๊ก" ฟ้อง "บิ๊กเต่า" หมิ่นประมาทฯ
อ่างเก็บน้ำลำเชียงไกรตอนบนล้นสปิลเวย์ เตือน ปชช. 2 อำเภอเฝ้าระวังใกล้ชิด
