กรมชลฯ ตรึงระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม./วินาที ลดผลกระทบท้ายน้ำ

ภัยพิบัติ
12:30
จำนวนผู้ชม 84
Thai PBS
กรมชลฯ ตรึงระบายน้ำเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม./วินาที ลดผลกระทบท้ายน้ำ

วันนี้ (25 ก.ย.2569) นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำที่เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท พร้อมระบุว่า ได้สั่งเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทาน ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเหนือเขื่อนเจ้าพระยา เพื่อช่วยบริหารปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่เขื่อนเจ้าพระยา

โดยวันนี้ (25 ก.ย.) ฝั่งตะวันตกรับน้ำประมาณ 269 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) และฝั่งตะวันออกประมาณ 242 ลบ.ม./วินาที รวมประมาณ 511 ลบ.ม./วินาที

การเพิ่มการรับน้ำเข้าระบบชลประทานดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา และพยายามตรึงการระบายน้ำท้ายเขื่อนไว้ที่ 1,750 ลบ.ม./วินาที ให้นานที่สุด เพื่อลดและจำกัดวงผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำท้ายเขื่อน

สำหรับสถานการณ์น้ำเหนือ ที่สถานี C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 1,795 ลบ.ม./วินาที เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานที่ 1,777 ลบ.ม./วินาที ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำที่ 1,750 ลบ.ม./วินาที โดยกรมชลประทานจะติดตามปริมาณน้ำเหนือและฝนที่ตกในพื้นที่ภาคกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับการบริหารน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ด้าน นายธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยา กรมชลประทาน กล่าวว่า น้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไหลตามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อระบายออกสู่อ่าวไทย โดยปริมาณน้ำก้อนนี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑล พิจารณาจากปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านบริเวณ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันมีอัตราการไหลเฉลี่ยประมาณ 1,693 ลบ.ม./วินาที จากความจุลำน้ำ​ 3,600 ลบ.ม./วินาที โดยอัตราที่จะมีผลกระทบต่อกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ 3,000 ลบ.ม./วินาที

ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ ช่วงนี้ เป็นผลจากฝนที่ตกหนักในพื้นที่ โดยกรุงเทพมหานครได้พร่องน้ำในระบบไว้ล่วงหน้า เพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำฝน และเร่งสูบระบายลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ขณะที่ภาวะน้ำทะเลหนุนคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์หน้า หรือปลายเดือน ก.ย. หลังช่วงที่มีฝนมากในสัปดาห์นี้ ซึ่งอาจมีผลกระทบ​ต่อ​ชุมชน​ริมน้ำ

ส่วนสถานการณ์อ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ กรมชลประทานเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำมากกว่า 80% ของความจุ และอ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีน้ำมากกว่า 80% รวมถึงบางแห่งที่มีปริมาณน้ำเกิน 100% หลังหลายพื้นที่ยังมีฝนตกต่อเนื่อง

สำหรับอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุ มี 8 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่, เขื่อนกิ่วลม และเขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง, เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี, เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี, เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก และเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 461 แห่ง มีอ่างที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 100% จำนวน 83 แห่ง และมีปริมาณน้ำอยู่ระหว่าง 80-100% จำนวน 109 แห่ง

กรมชลประทาน ยืนยันว่า ติดตามสถานการณ์และบริหารการระบายน้ำอย่างใกล้ชิด หาก​มีความจำเป็น​ต้อง​ปรับ​เพิ่ม​การระบาย​น้ำ​ จะแจ้ง​เตือน​ประชาชน​ล่วงหน้า​และ​จะทำให้​เกิ​ดผลกระทบ​น้อยที่สุด​

อ่านข่าว :

จิสด้าเปิดภาพดาวเทียม พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขังสูงหลายจังหวัด

ปภ.เผยน้ำท่วม 12 จังหวัด กระทบ 11,796 ครัวเรือน ระดมเครื่องจักรช่วย ปชช.

"ชัชชาติ" สั่งรับมือฝนตกหนัก โฟกัส กทม.ฝั่งตะวันออก-เร่งระบายน้ำคลองประเวศฯ