วันนี้ (3 ต.ค.2569) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศฉบับที่ 9 เรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยระบุ สทนช.ได้ติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศ พบร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่ความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลางประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง และภาคกลาง
สทนช. ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่ามีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมขังในเขตชุมชนเมืองที่เกิดน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน ในช่วงวันที่ 5 - 7 ต.ค.2569 ดังนี้
1. พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
1.1 ภาคเหนือ ได้แก่
จ.เชียงใหม่ (อ.พร้าว จอมทอง ดอยสะเก็ด แม่แตง ดอยหล่อ แม่วาง แม่แจ่ม และสะเมิง)
จ.เชียงราย (อ.เมืองเชียงราย เวียงแก่น เชียงของ เวียงป่าเป้า และเวียงชัย)
จ.ลำพูน(อ.บ้านโฮ่ง และบ้านธิ)
จ.ลำปาง(อ.เมืองลำปาง ห้างฉัตร วังเหนือ และงาว)
จ.พะเยา (อ.ปง และเชียงคำ)
จ.น่าน (อ.ทุ่งช้าง ปัว เชียงกลาง และเวียงสา)
จ.กำแพงเพชร (อ.เมืองกำแพงเพชร ขาณุวรลักษบุรี คลองขลุง คลองลาน และโกสัมพีนคร)
จ.พิษณุโลก (อ.เมืองพิษณุโลก ชาติตระการ พรหมพิราม วังทอง นครไทย และบางระกำ)
จ.พิจิตร (อ.เมืองพิจิตร วชิรบารมี สามง่าม ดงเจริญ โพธิ์ประทับช้าง และสากเหล็ก)
จ.เพชรบูรณ์ (อ.เมืองเพชรบูรณ์ น้ำหนาว หล่มเก่า และหล่มสัก)
จ.นครสวรรค์ (อ.หนองบัว เมืองนครสวรรค์ และลาดยาว)
และ จ.อุทัยธานี(อ.ลานสัก ห้วยคต และบ้านไร่)
1.2 ภาคกลาง ได้แก่
จ.ชัยนาท (อ.เมืองชัยนาท มโนรมย์ วัดสิงห์ สรรพยาหันคา และหนองมะโมง)
จ.สิงห์บุรี (อ.เมืองสิงห์บุรี พรหมบุรี และอินทร์บุรี)
จ.อ่างทอง(อ.เมืองอ่างทอง วิเศษชัยชาญ ป่าโมก และไชโย)
จ.พระนครศรีอยุธยา
รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
1.3 ภาคตะวันออก ได้แก่
จ.ฉะเชิงเทรา (อ.สนามชัยเขต ท่าตะเกียบ และบ้านโพธิ)
จ.นครนายก (อ.เมืองนครนายก ปากพลี และองครักษ์)
จ.ปราจีนบุรี (อ.กบินทร์บุรี บ้านสร้าง และประจันตคาม)
จ.สระแก้ว(อ.เมืองสระแก้ว และคลองหาด)
จ.ชลบุรี (อ.บางละมุง และศรีราชา)
จ.ระยอง (อ.เขาชะเมา)
จ.จันทบุรี (อ.สอยดาว แก่งหางแมว และเขาคิชฌกูฏ)
และจ.ตราด(อ.เมืองตราด คลองใหญ่ เขาสมิง และบ่อไร่)
1.4 ภาคตะวันตก ได้แก่
จ.กาญจนบุรี (อ.ด่านมะขามเตี้ย ห้วยกระเจา และเลาขวัญ)
จ.เพชรบุรี (อำเภอแก่งกระจาน)
และจ.ประจวบคีรีขันธ์ (อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ กุยบุรี สามร้อยยอด หัวหิน ปราณบุรี บางสะพานน้อย และบางสะพาน)
1.5 ภาคใต้ ได้แก่
จ.ชุมพร (อ.เมืองชุมพร ปะทิว พะโต๊ะ หลังสวน ละแมและสวี)
จ.ระนอง (อ.กระบุรี)
จ.สุราษฎร์ธานี (อ.บ้านนาสาร เวียงสระ พระแสง คีรีรัฐนิคม บ้านนาเดิม และท่าฉาง)
จ.นครศรีธรรมราช (อ.เมืองนครศรีธรรมราช ลานสกา จุฬาภรณ์ ทุ่งสงหัวไทร ชะอวด เชียรใหญ่ นบพิตำ พรหมคีรี พิปูน และร่อนพิบูลย์)
จ.พังงา (อ.ตะกั่วทุ่ง และท้ายเหมือง)
จ.ภูเก็ต (อ.ถลาง เมืองภูเก็ต และกะทู้)
จ.กระบี่ (อ.เหนือคลอง คลองท่อม ปลายพระยา อ่าวลึก และเขาพนม)
จ.ตรัง (อ.เมืองตรัง รัษฎา ห้วยยอด นาโยง สิเกา และปะเหลียน)
จ.พัทลุง (อ.เมืองพัทลุง ศรีนครินทร์ เขาชัยสน ป่าพะยอม ปากพะยูน ศรีบรรพต บางแก้ว และควนขนุน)
จ.สตูล (อ.เมืองสตูล ละงู มะนัง ควนกาหลง ควนโดน ทุ่งหว้า และท่าแพ)
จ.สงขลา (อ.หาดใหญ่ สะเดา คลองหอยโข่ง สทิงพระ กระแสสินธุ์ และสะบ้าย้อย)
จ.ยะลา (อ.เมืองยะลา รามัน เบตง และธารโต)
จ.ปัตตานี (อ.ยะรัง และโคกโพธิ์)
และจ.นราธิวาส (อ.เจาะไอร้อง สุไหงปาดี ตากใบ ศรีสาคร จะแนะ แว้ง สุไหงโก-ลก และสุคิริน)
2. เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกัก
อ่างเก็บน้ำกิ่วลม อ่างเก็บน้ำกิ่วคอหมา จังหวัดลำปาง
บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์
อ่างเก็บน้ำป่าสักชลสิทธิ์ จ.สระบุรี
อ่างเก็บน้ำขุนด่านปราการชล จ.นครนายก
อ่างเก็บน้ำคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา
อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล และอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง
อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี
อ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณ และอ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี
อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี
อ่างเก็บน้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
และเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 ของความจุเก็บกักบริเวณ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา น่าน กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ปราจีนบุรี ตราด กาญจนบุรี และระนอง
3. เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลัน-น้ำล้นตลิ่ง
เฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาของ แม่น้ำปิง จ.กำแพงเพชร
แม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี
แม่น้ำแควน้อย จ.พิษณุโลก
และแม่น้ำป่าสัก จ.เพชรบูรณ์
แม่น้ำป่าสัก จ.สระบุรี
แม่น้ำท่าจีน จ.นครปฐม
แม่น้ำนครนายก จ.นครนายก
แม่น้ำปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี
คลองพระสะทึง และคลองพระปรง จ.สระแก้ว
แม่น้ำจันทบุรี จ.จันทบุรี
แม่น้ำตราด จ.ตราด
แม่น้ำแควน้อย และแม่น้ำแควใหญ่ จ.กาญจนบุรี
คลองบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์
แม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จ.นราธิวาส
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดดำเนินการ ดังนี้
1. ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตร ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมง และพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ
2. ติดตาม ตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำ และเร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ พร้อมวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก น้ำในลำน้ำ รวมถึงเขื่อนระบายน้ำและประตูระบายน้ำ ให้สอดคล้องกันตั้งแต่ต้นน้ำ
ถึงปลายน้ำและอิทธิพลของการขึ้น – ลง ของน้ำทะเล โดยการเร่งระบายและพร่องน้ำรองรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
3. เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ลอกท่อระบายน้ำ และบูรณาการความพร้อมให้ความช่วยเหลือได้ทันที
4. ประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้า ให้ประชาชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เตรียมพร้อมในการอพยพได้ทันท่วงทีหากเกิดสถานการณ์
สทนช.เตือนหลายพื้นที่ 5–7 ต.ค. เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม
อ่านข่าว :
กรมอุตุ เตือนอากาศแปรปรวน บริเวณประเทศไทยตอนบน ตั้งแต่ 4-7 ต.ค.
น้ำท่วมแหล่งเพาะปลูกผักหลายพื้นที่ทั่วไทย ทำให้ราคาผักดีดตัวสูงขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ยอดขายกลับหดตัว
กทม.แจงยกเลิกบึงคู้บอน-บางชัน เพราะไม่คุ้มทุน ยันไม่คิดเอื้อเอกชน
