วันนี้ (5 ต.ค.2569) การประชุมวุฒิสภาที่ นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง เป็นประธานในที่ประชุม ในวาระกระทู้ถามเป็นหนังสือ โดย นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา ถามนายกรัฐมนตรี ถึงมาตรการกำหนดดูแลการหาผลประโยชน์จากสินทรัพย์ของกองทุน สสส. ตามมาตรา 9(3) ซึ่งทาง สสส. มีการกำหนดข้อบังคับกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ว่าด้วยการเงินการบัญชีและทรัพย์สินของกองทุน 8 (7) ที่กำหนดให้กองทุนสามารถลงทุนในตราสารหนี้และตราสารทุนได้ตามส่วนที่คณะกรรมการอนุมัติ ด้วยเห็นว่า ข้อบังคับดังกล่าวเป็นการดึงองค์กรเข้าสู่ระบบการแสวงหาผลตอบแทนเต็มรูปแบบ ในลักษณะคล้ายคลึงกับการบริหารกองทุนส่วนบุคคลขององค์กรธุรกิจ
พร้อมกับอ้างคำวินิจฉัยของกรรมการกฤษฎีกาเรื่องที่ 1439 /2560 วางมาตรฐานการกำกับดูแลกองทุนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่ได้ตีความถ้อยคำว่า
การหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินสำหรับหน่วยงานพิเศษ ซึ่งมีที่มาของงบประมาณคือ เงินภาษีจัดสรรจากภาษีสุราและยาสูบจะต้องถูกตีความอย่างเคร่งครัด ให้มีความหมายจำกัดครอบคลุมเพียงการบริหารสภาพคล่องขั้นพื้นฐาน ปราศจากความเสี่ยงทางการตลาดและการหาผลประโยชน์ ควบคุมการลงทุนในตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้หรือหุ้นสามัญจะเป็นการกระทำนิติกรรมที่กฎหมายแม่ไม่ได้มุ่งหวัง และไม่ได้ห้ามอำนาจไว้ จึงถามรัฐบาลมีมาตรการดูแลกำกับอย่างไร
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ตอบกระทู้ รัฐบาลมีมาตรการกำกับดูแลในส่วนนี้ ซึ่งการบริหารกองทุนของ สสส. และไทยพีบีเอส มีสถานะสถานะทางกฎหมายที่ต่างกัน ของ สสส. มีลักษณะเป็นกองทุน และกฎหมายให้อำนาจกองทุนในการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน ภายใต้ข้อบังคับและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีทั้งกฎหมายเฉพาะของกองทุนและกฎหมายว่าด้วยการบริหารกองทุนหมุนเวียนใช้ประกอบกัน
แต่ของไทยพีบีเอสกฎหมายมีลักษณะเป็นองค์การ การบริหารกองทุนและทรัพย์สิน ต้องพิจารณาจาก พ.ร.บ. จัดตั้ง ส.ส.ท. เป็นหลักไม่ได้มีฐานะเป็นทุนหมุนเวียนในลักษณะเดียวกับ สสส. ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความสรุปว่า “กฎหมายจัดตั้งไม่ได้ให้อำนาจไว้ ในการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินแต่ใช้กฎหมายจัดตั้งองค์การเป็นฐานหลักในการบริหารกองทุนทรัพย์สินและได้ขององค์การ”
โดยยืนยันว่า รัฐบาลได้กำชับให้ สสส. ใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ในการตีความข้อความการหาผลประโยชน์ ไม่ให้กองทุนใช้เงินสภาพคล่องหาผลประโยชน์ หรือผลตอบแทนอย่างเต็มรูปแบบ อาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และย้ำไปยังกองทุน สสส. จำกัดเฉพาะการดำเนินการของหน่วยงานที่ได้ปีละ 4,000 ล้านบาท โดยสภาพคล่องปัจจุบันอยู่ที่ 1,700 ล้านบาททั้งหมด เก็บไว้ใช้จ่ายให้กับโครงการที่กองทุน สสส. อนุมัติและรอการเบิกจ่าย
ก่อนจะทิ้งท้ายถึงนโยบายการบริหารเงินกองทุน สสส.เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการสร้างเสริมสุขภาพประชาชนคือ 1.ยกเลิกการหาผลประโยชน์จากสินทรัพย์ 2.การรักษาเงินสภาพคล่อง และ 3.ส่วนต่างเงินกองทุนที่เหลือ นำมาทำกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพประชาชน
นายพัฒนา ชี้แจงด้วยว่า ในฐานะรองประธานบอร์ด สสส. ได้พูดคุยและปรับกระบวนการทำงาน ให้สอดคล้องและรักษา KPI ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ส่วนการสำรองเงินสภาพคล่อง กำหนดให้มีใช้เพียงพอประมาณ 3-4 เดือน พยายามลดลงให้ได้เหลือ 1,500 ล้านบาท จากเดิมที่มียอดสำรองเงินสูงสุดกว่า 2,000 ล้านบาท ในปี 2570 ได้พูดคุยว่า กองทุน สสส. ควรนำตัวชี้วัดและกิจกรรม กระทรวงสาธารณสุข เป็นตัวชี้วัดของ สสส. เช่น ลด เลิก ยาสูบ ส่งเสริมสุขภาพจิต
"รัฐบาลมีแนวคิดปรับปรุงการทำงานของ สสส. งบที่ได้รับปีละ 4,000 ล้านบาท การทำงานต้องปรับให้เหมาะสมกับความเสี่ยงสุขภาพของประชาชน หลังเข้าสู่ยุคสูงวัย การที่ดึงกองทุน สสส. ทำงานร่วมกระทรวงสาธารณสุข จะทำให้ใช้เงินเหมาะสม และนำตัวชี้วัดของกระทรวงอื่น ๆ ที่ดูแลสุขภาพมาใช้ จะทำให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล ส่วนการเปิดเผยข้อมูล กองทุน สสส. ใช้ส่วนใดบ้าง จะนำเข้าที่ประชุม สสส. และนำมารายงาน เปิดเผยให้ประชาชนรับรู้วงกว้างมากขึ้น" นายพัฒนา ชี้แจง
อ่านข่าว :
"กรมชลประทาน" ตั้งศูนย์ฯ บริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต รับมือฝนระลอกใหม่
นายกฯ จี้โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมสัปดาห์นี้ ย้ำจ่ายตรงรายวัน ไม่รอสรุปยอดรวม
"เมืองปราจีนบุรี" บางจุดน้ำยังท่วมสูง ส่วน "บ้านสร้าง" ระดับน้ำเพิ่ม 15 ซม.
