เรื่องควรรู้ "กาฬโรค" ติดต่ออย่างไร อาการสำคัญ ใครเสี่ยง-ป้องกันอย่างไร

สังคม
12:15
จำนวนผู้ชม 17
Thai PBS
เรื่องควรรู้ "กาฬโรค" ติดต่ออย่างไร อาการสำคัญ ใครเสี่ยง-ป้องกันอย่างไร

หญิงอายุ 28 ปี ในสถาบันวิจัยกาฬโรคของรัสเซีย ป่วยด้วย "โรคปอดอักเสบรุนแรง" ไม่ทราบสาเหตุ และเสียชีวิตภายหลังเข้ารับการรักษา เมื่อวันที่ 29 ก.ย.2569 กลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตา หลังมีรายงานผู้สัมผัสเสี่ยงเกือบ 200 คน แม้ล่าสุดยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับ "เชื้อกาฬโรค" (Yersinia pestis) และยังไม่พบการแพร่เชื้อจากคนสู่คน แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่า "กาฬโรค" คือโรคอะไร ปัจจุบันยังอันตรายมากน้อยแค่ไหน

โรคกาฬโรค (Plague) คืออะไร?

โรคกาฬโรค (Plague) เป็นโรคติดเชื้อร้ายแรงที่เกิดจากแบคทีเรีย Yersinia pestis (เยอร์ซิเนีย เพสติส) ซึ่งพบได้ในสัตว์ฟันแทะขนาดเล็ก เช่น หนูและกระรอก รวมถึงหมัดที่อาศัยอยู่บนตัวสัตว์เหล่านี้ ในอดีตกาฬโรค เคยก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ และคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมาก จนถูกเรียกว่า "Black Death" หรือ "มัจจุราชดำ" โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจเกิดภาวะเนื้อเยื่อตาย และมีสีดำบริเวณปลายมือ ปลายเท้า หรือส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ปัจจุบันกาฬโรคยังเป็นโรคติดเชื้อที่ต้องเฝ้าระวัง แม้จะไม่พบการระบาดใหญ่ในระดับเดียวกับอดีต เนื่องจากมียาปฏิชีวนะที่สามารถใช้รักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เชื้อ Yersinia pestis ยังคงเป็นเชื้อที่ต้องควบคุมในห้องปฏิบัติการ ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยชีวภาพสูง

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อ?

การแพร่กระจายของกาฬโรคสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยง ได้แก่

- ถูกหมัดที่มีเชื้อกัด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยสุด โดยหมัดจะกัดสัตว์ที่เป็นโรคแล้วมากัดคนต่อ

- สัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อโดยตรง โดยเฉพาะการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ที่มีเชื้อ

- สูดดมละอองฝอยจากผู้ป่วย พบได้ในกรณี "กาฬโรคปอด" เมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม และอาจเกิดจากการสัมผัสเชื้อที่ฟุ้งกระจายในระหว่างปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ

กาฬโรคมี 3 รูปแบบสำคัญ และอาการที่ต้องสังเกต ?

1. Bubonic plague เชื้อเข้าสู่ต่อมน้ำเหลือง ทำให้มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลีย และต่อมน้ำเหลืองบวมโตและเจ็บ

2. Septicemic plague เชื้อเข้าสู่กระแสเลือด อาจทำให้มีไข้สูง ช็อก เลือดออกใต้ผิวหนัง และเนื้อเยื่อบางส่วนขาดเลือด

3. Pneumonic plague เชื้อเข้าสู่ปอด ทำให้มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหายใจลำบาก เป็นชนิดที่สามารถ แพร่จากคนสู่คนผ่านละอองจากทางเดินหายใจได้

ระยะฟักตัว ขึ้นอยู่กับประเภทของการติดเชื้อ ส่วนใหญ่เริ่มแสดงอาการหลังได้รับเชื้อ 1-7 วัน

สำหรับอาการของกาฬโรคแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลักษณะการติดเชื้อ ดังนี้

กลุ่มที่ 1 - กาฬโรคต่อมน้ำเหลือง

• มีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น อ่อนเพลีย

• ต่อมน้ำเหลืองโตและบวม โดยปกติมักเป็นบริเวณที่ใกล้กับตำแหน่งที่ถูกหมัดกัด เนื่องจากแบคทีเรียจะเพิ่มจำนวนในต่อมน้ำเหลือง

• ข้อควรระวัง: หากไม่ได้รับการรักษา เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้

กลุ่มที่ 2 - กาฬโรคชนิดติดเชื้อในกระแสเลือด

• มีไข้ หนาวสั่น อ่อนเพลียรุนแรง ปวดท้อง ช็อก

• มีเลือดออกที่ผิวหนัง ผิวหนังและเนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นสีดำและตาย โดยเฉพาะบริเวณนิ้วมือ นิ้วเท้า และจมูก

กลุ่มที่ 3 - กาฬโรคปอด

• เป็นรูปแบบที่รุนแรงที่สุด และสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้

• มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย

• เกิดภาวะปอดอักเสบ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ไอ และมีเสมหะปนเลือดหรือเป็นน้ำ

วิธีการป้องกันและข้อควรปฏิบัติ

1. กำจัดแหล่งหลบซ่อนหนู กำจัดขยะ เศษอาหาร กองไม้ และสิ่งของที่เป็นแหล่งหลบซ่อนของหนูรอบบ้าน

2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ ไม่สัมผัสหรือเข้าใกล้หนู ซากสัตว์ หรือสัตว์ฟันแทะอื่นๆ

3. ระวังถูกหมัดกัด ระมัดระวังและป้องกันตนเองไม่ให้หมัดกัด พร้อมทั้งดูแลความสะอาดและกำจัดหมัดในสัตว์เลี้ยง

4. ผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง หากมีอาการไข้ ไอ หายใจลำบาก หรือปอดอักเสบ ควรรีบพบแพทย์ทันที และต้องแจ้งประวัติการเดินทาง ให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

โรคระบาดพบได้ที่ไหนบ้าง?

กาฬโรคยังคงพบได้ในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ในสัตว์ กาฬโรคพบได้ในทุกทวีป ยกเว้นโอเชียเนีย และมนุษย์มีความเสี่ยงติดเชื้อในพื้นที่ที่มีแหล่งโรคตามธรรมชาติ

กาฬโรคเคยระบาดใน แอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้ แต่ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา รายงานผู้ป่วยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแอฟริกา โดยเฉพาะในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและมาดากัสการ์ ในมาดากัสการ์ มีการบันทึกผู้ป่วยโรคกาฬโรคต่อมน้ำเหลืองบวม เกือบทุกปีในช่วงฤดูระบาด (ระหว่างเดือนก.ย. ถึง เม.ย.)

9 เรื่องควรรู้ "กาฬโรค"  สาเหตุ-ปัจจัยติดเชื้อ? ใครเสี่ยงบ้าง

9 เรื่องควรรู้ "กาฬโรค" สาเหตุ-ปัจจัยติดเชื้อ? ใครเสี่ยงบ้าง

รูปที่ 1: ประเทศที่รายงานผู้ป่วยโรคระบาดในมนุษย์ต่อองค์การอนามัยโลก ปี 2019–2025 ประเทศที่แสดงว่าไม่ได้รายงาน อาจยังมีแหล่งแพร่ระบาดของโรคระบาดอยู่

ไทยประเมินเสี่ยง "กาฬโรค" นำเข้าประเทศอยู่ในระดับต่ำ?

แม้กรณีในรัสเซียยังอยู่ในขั้น "เหตุการณ์สงสัย" และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับเชื้อกาฬโรค แต่กรมควบคุมโรค ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมอบหมายกองระบาดวิทยา ในฐานะจุดประสานงานกฎอนามัยระหว่างประเทศ (IHR National Focal Point: IHR-NFP) ตรวจสอบและติดตามข้อมูลเพิ่มเติม กับองค์การอนามัยโลก (WHO) โดยตรง

เบื้องต้น IHR-NFP ประเมินว่า ความเสี่ยงในการนำเชื้อกาฬโรคเข้าสู่ประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากเหตุการณ์ในรัสเซียยังจำกัดอยู่ในพื้นที่เฉพาะ และยังไม่มีรายงานการแพร่เชื้อในชุมชนหรือนอกพื้นที่ รวมทั้ง WHO ยังไม่ได้ประกาศเตือนหรือยกระดับมาตรการจำกัดการเดินทาง

กาฬโรคปอดแพร่จากคนสู่คนได้ ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด

กรมควบคุมโรค ระบุว่า กาฬโรคเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อเยอร์ซิเนีย เพสติส และจัดเป็นโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมาย ซึ่งมีความรุนแรงสูง จึงต้องมีระบบรายงานและควบคุมโรคอย่างรวดเร็ว

สำหรับ กาฬโรคปอด เป็นรูปแบบหนึ่งของกาฬโรค ที่เชื้อเข้าสู่ปอดหรือแพร่กระจายมาที่ปอด มีความรุนแรงและสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านละอองฝอย จากทางเดินหายใจ โดยมักเกิดจากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อได้

อย่างไรก็ตาม กาฬโรคมีระยะฟักตัวค่อนข้างสั้น และสามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากตรวจพบและวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว โดยมาตรการสำคัญ ได้แก่ การแยกผู้ป่วย การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และการติดตามผู้สัมผัส

ยังไม่ต้องเพิ่มมาตรการคัดกรองผู้เดินทางเข้าไทย

นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการจำกัดการเดินทาง เที่ยวบิน หรือคัดกรองพิเศษบริเวณช่องทางเข้าออกประเทศ เนื่องจากระบบเฝ้าระวังปกติของไทยมีความเข้มแข็งและเพียงพอรองรับสถานการณ์

สำหรับโรคที่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 ประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา การสอบสวนโรค และความพร้อมด้านห้องปฏิบัติการ หากพบผู้เดินทางที่มีอาการสงสัย เช่น มีไข้ร่วมกับปอดอักเสบรุนแรงและมีประวัติสัมผัสเสี่ยง จะสามารถเข้าสู่กระบวนการแยกกัก การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ และการสอบสวนโรคได้อย่างทันท่วงที

อ้างอิงข้อมูล : องค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO), กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

อ่านข่าว :

"พุทธอภิวรรณ" แจง DSI ปมบริจาคเงินให้มูลนิธิกันจอมพลังฯ

จำคุก "อดีตพระอลงกต" 742 ปี "หมอบี" 386 ปี 1,840 เดือน คดีเงินวัดพระบาทน้ำพุ

อธิบดีกรมการปกครอง สั่งย้าย "นายอำเภอบ้านสร้าง" จ.ปราจีนบุรี มีผลวันนี้