วันนี้ (7 ต.ค.2569) นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช.ประชุมเร่งด่วนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หารือแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งจากการติดตามคาดการณ์ฝนในระยะต่อไป โดยกรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ พบว่า ในช่วงวันที่ 9-13 ต.ค. ต้องเฝ้าระวังฝนตกหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลางตอนล่างและภาคใต้
สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน ปรับลดการระบายน้ำอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ตอนล่าง ยกเว้นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก หลังจากมีการหน่วงน้ำไว้ระยะเวลาหนึ่ง จำเป็นต้องระบายน้ำ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม./วินาที) หากควบคุมระดับน้ำได้แล้ว จะทยอยปรับลดการระบาย
ที่ประชุมฯ หารือแนวทางการเร่งปรับลดระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยา โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำหน้าเขื่อน ที่ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเริ่มทยอยลดการระบายน้ำได้ในวันนี้ (7 ต.ค.) จากอัตรา 2,500 ลบ.ม./วินาที เป็น 2,400 ลบ.ม./วินาที
ขณะที่การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ต้องควบคุมระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเร่งระบายน้ำออกจากทุ่งโดยเร็ว
ด้านลุ่มน้ำบางปะกง บริเวณจุดบรรจบของแม่น้ำนครนายกและแม่น้ำปราจีนบุรี มีปริมาณน้ำมาก ขณะนี้มวลน้ำจากพื้นที่ จ.สระแก้ว ปราจีนบุรี และนครนายก ไหลมารวมกันบริเวณ จ.ฉะเชิงเทรา โดยเขื่อนสียัด เขื่อนนฤบดินทรจินดา เขื่อนขุนด่านปราการชล ช่วยหน่วงมวลน้ำไว้ส่วนหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักในพื้นที่เขื่อนต่าง ๆ ทำให้มีน้ำไหลเข้าปริมาณมาก ประกอบกับมีฝนตกหนักในพื้นที่ท้ายเขื่อนสียัด ทำให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น
ทั้งนี้ เนื่องจาก จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ต่ำที่ระบายน้ำออกได้ยาก จึงจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ เพื่อเร่งระบายออกสู่ทะเล โดยต้องคำนึงถึงระดับน้ำทะเลหนุนในแต่ละช่วงเวลา เพื่อเร่งให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลอง ปัจจุบันเขื่อนแม่กลอง ปรับลดการระบายน้ำแล้ว สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย โดยเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ จะบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ตอนล่าง โดยยังต้องติดตามปริมาณน้ำไหลเข้าอย่างใกล้ชิด
ส่วนลุ่มน้ำเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบันเขื่อนแก่งกระจาน มีปริมาณน้ำเกินความจุเก็บกัก และคาดว่าจะมีน้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้นในช่วงหลังจากนี้ จึงต้องเฝ้าระวังและเร่งพร่องน้ำออกจากเขื่อนเพื่อรองรับฝน ขณะที่ จ.สมุทรปราการ อยู่ระหว่างเร่งสูบระบายน้ำลงทะเล เพื่อลดระดับน้ำท่วมขังในพื้นที่
เลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า เน้นย้ำหน่วยงานให้พิจารณาปรับการระบายน้ำให้สมดุลกับน้ำที่ไหลเข้าเขื่อน โดยต้องคำนึงถึงปริมาณน้ำให้เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมถึงผลกระทบต่อเกษตรกรในพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน เช่น ผู้เพาะเลี้ยงปลาในกระชัง พร้อมให้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลสถานการณ์ และการปรับการระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของตัวเขื่อน
อ่านข่าว :
กรมชลฯ จ่อระบายน้ำท้ายเขื่อนแม่กลอง เพิ่มมากกว่า 1,200 ลบ.ม./วินาที
กทม.เร่งพร่องน้ำ เตรียมรับฝน 10–13 ต.ค. ห่วงฝั่งตะวันออกยังเปราะบาง
