เทศกาลกินเจ 2569 เริ่ม 10–18 ต.ค. 9 วันแห่งศรัทธา รวมเรื่องกินเจที่ควรรู้

สังคม
12:19
จำนวนผู้ชม 20
Thai PBS
 เทศกาลกินเจ 2569 เริ่ม 10–18 ต.ค. 9 วันแห่งศรัทธา รวมเรื่องกินเจที่ควรรู้

"กินเจ 2569" เทศกาลสำคัญที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อสายเข้าร่วม โดยมีรากฐานจากธรรมเนียมจีน ช่วงเวลาที่หลายคนตั้งใจงดเว้นเนื้อสัตว์และถือศีล สร้างบุญกุศลตามความเชื่อเรื่องการไม่เบียดเบียนชีวิต ควบคู่กับการสำรวมกาย วาจา และใจให้บริสุทธิ์ แต่กินเจไม่ได้มีเพียงเรื่องอาหารและสุขภาพ แต่ยังมีความเชื่อ ขนบธรรมเนียมที่น่าสนใจสืบทอดกันมา

ใครที่กำลังวางแผนกินเจในปี 2569 เตรียมตัวให้พร้อม โดยเทศกาลกินเจ ปีนี้ตรงกับวันที่ 10–18 ตุลาคม รวมระยะเวลา 9 วัน

บางคนอาจเริ่มงดเนื้อสัตว์ล่วงหน้า 1 วัน หรือที่เรียกว่า "วันล้างท้อง" เพื่อเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมก่อนเข้าสู่ช่วงการถือศีลกินเจในช่วงเทศกาล ระหว่างนี้เรามักเห็น ธงสีเหลืองประดับตัวอักษรจีน โบกสะบัดตามตลาด ร้านอาหาร และศาลเจ้า บ่งบอกว่าเทศกาลกินเจได้เริ่มขึ้นแล้ว ผู้คนสวมเสื้อผ้าสีขาว เพื่อสื่อถึงความบริสุทธิ์และการสำรวมตนทั้งกายและใจ การปรุงประกอบอาหารเจว่า

"กินเจ" เพื่ออะไร แล้ว "เจ" คืออะไร

คำว่า "เจ" ในภาษาจีน มีความหมายว่า "อุโบสถ" หรือ การรักษาศีล 8 ของทางศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีล รวมถึงรักษาศีล การกินเจจึงไม่ใช่เพียงแค่ "งดเนื้อสัตว์" แต่เป็นการ "รักษาศีลทางใจ" ไปพร้อมกัน จุดประสงค์หลักคือ

กินเจเพื่อสุขภาพ การเลือกรับประทานผัก ผลไม้ ถั่ว และเต้าหู้ให้หลากหลาย ช่วยให้ได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ พร้อมเป็นโอกาสในการปรับพฤติกรรมการกินให้เหมาะสม

กินเจเพื่อทำบุญ การละเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ คือการสร้างบุญด้วยเมตตา เป็นการชำระใจให้สะอาด เบิกบาน และผ่องใส

กินเจเพื่อละเว้นกรรม ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โดยตามหลักความเชื่อทางศาสนาพุทธ การฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่น การกินเจจึงเป็นหนทางหนึ่งในการลดการมีส่วนร่วมในวงจรแห่งการเบียดเบียน

"กินเจ" ทำไมต้อง 9 วัน

"กินเจ" ไม่ได้มีความหมายเพียงการงดบริโภคเนื้อสัตว์ แต่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาศีล สำรวมวาจา ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และฝึกจิตใจให้สงบ เพื่อชำระกาย วาจา และใจให้บริสุทธิ์ตามความเชื่อของผู้ถือปฏิบัติ

เทศกาลกินเจปี 2569 ตรงกับวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569 รวม 9 วัน ตามช่วงวันขึ้น 1 ค่ำ ถึงขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน ทั้งนี้ รายละเอียดของพิธีกรรมและความเชื่ออาจแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

ส่วนเหตุผลที่กินเจเป็นเวลา 9 วัน ตามคติความเชื่อหนึ่งที่สืบทอดในประเพณีกินเจของชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นการประกอบพิธีกรรมเพื่อสักการบูชาพระพุทธเจ้าในอดีต 7 พระองค์ และพระมหาโพธิสัตว์อีก 2 พระองค์ รวมเป็น 9 พระองค์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องดาวนพเคราะห์ทั้ง 9 เรียกรวมว่า "เก้าอ๊วง"

ในช่วงเทศกาล ผู้ถือปฏิบัติจะตั้งปณิธานงดบริโภคเนื้อสัตว์และอาหารต้องห้ามตามธรรมเนียมของตน พร้อมรักษาศีล สำรวมกาย วาจา และใจ ผู้ถือปฏิบัติจำนวนหนึ่งนิยมสวมเสื้อผ้าสีขาวเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ และเดินทางไปวัดหรือศาลเจ้าเพื่อสักการบูชา ถวายดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องสักการะตามความเชื่อ

"ธงเจ" ทำไมใช้อักษรสีแดงบนพื้นสีเหลือง

เทศกาลกินเจ มักเห็นธงประจำเทศกาล อักษรสีแดงบนพื้นสีเหลือง ที่เขียนว่า "ไจ" หรือ "เจ" มีความหมายว่า "ของไม่มีคาว" โดย "สีแดง" เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นสิริมงคล ส่วน "สีเหลือง" เป็นสีที่สื่อถึงพระพุทธศาสนาและผู้ทรงศีล

ธงเจจึงไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของอาหารเจเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้พุทธศาสนิกชนระลึกถึงการถือศีล งดเว้นจากการเบียดเบียนสัตว์ และดำรงตนอยู่ในความบริสุทธิ์ตลอดช่วงเวลา 9 วัน 9 คืนแห่งเทศกาลกินเจ

"เจ" กับ "มังสวิรัติ" เหมือนกันอย่างไร ต่างกันตรงไหน

หลายคนอาจสงสัยว่า "อาหารเจ" กับ "อาหารมังสวิรัติ" แตกต่างกันอย่างไร แม้ทั้งสองรูปแบบจะเน้นการงดเว้นเนื้อสัตว์ แต่ยังมีข้อปฏิบัติและข้อจำกัดด้านอาหารที่แตกต่างกัน

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำอธิบาย เจ ไว้ว่า หมายถึง อาหารที่ไม่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ และผักบางชนิด เช่น กระเทียม กุยช่าย ผักชี

ส่วน มังสวิรัติ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำอธิบายไว้ว่า หมายถึง การงดเว้นกินเนื้อสัตว์ เรียกอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ มีแต่พืชผัก ว่า อาหารมังสวิรัติ

1. ผู้ที่กินเจสามารถรับประทานผักทุกชนิดได้ ยกเว้นผักที่มีกลิ่นฉุน 5 ชนิด ได้แก่ หอม กระเทียม กุยช่าย กระเทียมเล็ก ผักชี ส่วนผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถรับประทานพืชผักทุกชนิดได้โดยไม่มีข้อห้าม

2. ผู้ที่กินเจไม่สามารถดื่มน้ำนมสดหรือนมข้น ส่วนผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติจะดื่มน้ำนมสดหรือนมข้นได้

3. ผู้ที่กินเจรับประทานไข่ไม่ได้ เพราะถือว่าหากรอให้ครบกำหนดเวลาฟักไข่ย่อมฟักเป็นตัว ดังนั้น การรับประทานไข่จึงเท่ากับเป็นการรับประทานเนื้อสัตว์โดยอ้อม ส่วนผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติสามารถรับประทานไข่ได้ เพราะถือว่าไข่ที่บริโภคกันอยู่ทั่วไปเป็นไข่ที่ไม่มีเชื้อ

4. ผู้ที่กินเจนั้น นอกจากจะต้องไม่รับประทานเนื้อสัตว์ และผักที่มีกลิ่นฉุนบางชนิดแล้ว ยังต้องถือศีลอุโบสถ (ศีล 8) ควบคู่กันไปด้วย หากไม่ถือศีลอุโบสถก็จะเรียกว่า กินเจ ไม่ได้ เรียกได้เพียงว่า กินมังสวิรัติ หรือ กินผัก เท่านั้น

แม้ทั้งอาหารเจและอาหารมังสวิรัติจะมีจุดร่วมสำคัญคือการงดเนื้อสัตว์ แต่การกินเจมีข้อจำกัดด้านวัตถุดิบมากกว่า โดยเฉพาะการงดผักฉุน ไข่ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ส่วนอาหารมังสวิรัติมีหลายรูปแบบ ผู้บริโภคจึงควรตรวจสอบส่วนประกอบอาหารให้ตรงกับแนวทางที่ตนเองเลือก

ถือศีลกินเจ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

แนวปฏิบัติระหว่างถือศีลกินเจ มีดังนี้

1. งดเนื้อสัตว์และอาหารต้องห้าม งดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ รวมถึงผักที่มีกลิ่นฉุนตามข้อปฏิบัติของการกินเจ

2. สำรวมกาย วาจา และใจ หลีกเลี่ยงการทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น งดพูดคำหยาบ นินทา โกหก และใช้วาจาที่สร้างความขัดแย้ง รวมถึงฝึกจิตใจให้สงบ มีเมตตา และไม่คิดร้ายต่อผู้อื่น

3. รักษาศีล ผู้ถือปฏิบัติบางกลุ่มให้ความสำคัญกับการรักษาศีลและการงดเว้นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมตลอดช่วงเทศกาล อย่างไรก็ตาม การถือศีลอุโบสถหรือศีล 8 ไม่ใช่ข้อกำหนดที่ผู้กินเจทุกคนต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งหมด ควรยึดแนวทางของศาลเจ้าหรือสำนักที่ตนศรัทธา

4. แต่งกายสุภาพและรักษาความสะอาด บางชุมชนนิยมสวมเสื้อผ้าสีขาวเพื่อสื่อถึงความบริสุทธิ์และความตั้งใจในการถือศีล

5. ร่วมพิธีกรรมตามความศรัทธา ผู้ถือศีลกินเจสามารถร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำบุญ ฟังธรรม หรือปฏิบัติสมาธิตามความเชื่อของตน สำหรับศาลเจ้าที่จัดพิธีเฉพาะ อาจมีข้อกำหนดเพิ่มเติม เช่น การแต่งกาย การงดอาหารบางประเภท หรือการปฏิบัติตนก่อนเข้าร่วมพิธี จึงควรสอบถามผู้ดูแลศาลเจ้าโดยตรง

6. ทำความดีและไม่เบียดเบียนผู้อื่น การช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน แบ่งปันอาหาร ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา เป็นแนวทางที่ช่วยให้การถือศีลกินเจมีความหมายมากกว่าการควบคุมอาหารเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ ธรรมเนียมการถือศีลกินเจอาจแตกต่างกันตามพื้นที่ ศาลเจ้า และความเชื่อของแต่ละชุมชน ผู้ที่เริ่มกินเจจึงควรศึกษาข้อปฏิบัติของสถานที่ที่ตนเข้าร่วม และให้ความสำคัญกับทั้งการเลือกอาหารและการประพฤติตนตลอดช่วงเทศกาล

มือใหม่กินเจ 9 วัน จัดเมนูอย่างไรให้อิ่มท้อง ได้โปรตีนครบ

เทศกาลกินเจเป็นโอกาสดีในการปรับพฤติกรรมการกินให้ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งเริ่มกินเจ ควรเลือกเมนูที่ทำง่าย ใช้วัตถุดิบหาซื้อได้ทั่วไป และมีโปรตีนจากพืชอย่างเพียงพอ พร้อมเพิ่มผักและผลไม้ ลดหวาน มัน เค็ม เพื่อให้การกินเจได้ทั้งความอิ่มบุญและสุขภาพที่ดี

กรมอนามัยแนะนำให้ประชาชนเลือกกินอาหารเจอย่างหลากหลาย โดยเน้นโปรตีนจากพืช เช่น ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว ควบคู่กับการบริโภคผักและผลไม้ให้เพียงพอ พร้อมระวังอาหารแปรรูปและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จำแลงที่อาจมีโซเดียมและไขมันสูง

นพ.ธิติ แสวงธรรม อธิบดีกรมอนามัย ระบุว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และความดันโลหิตสูง มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภค เทศกาลกินเจจึงเป็นโอกาสในการปรับอาหารให้เหมาะสม โดยแนะนำให้กินผักและผลไม้รวมกันอย่างน้อย 400 กรัมต่อวัน หรือเทียบเท่า ผัก 4 ทัพพี ผลไม้ 2 กำมือ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก พร้อมลดอาหารหวานจัด มันจัด และเค็มจัด

ปัจจุบันเทรนด์การรับประทานอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-rich diet) และการเลือกบริโภค "โปรตีนทางเลือก" (Alternative Protein) เช่น ถั่วเมล็ดแห้งและเต้าหู้ กำลังได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด โปรตีนจากพืชถือเป็นทางเลือกที่ดีตามธงโภชนาการ เพราะช่วยลดการรับไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และเพิ่มใยอาหาร

ส่วนผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์จำแลงหรือ Plant-based meat หลายชนิดจัดเป็นอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods) ที่อาจมีการเติมโซเดียม ไขมัน และสารปรุงแต่งเข้าไปปริมาณมาก จึงควรให้ความสำคัญกับการอ่านฉลากโภชนาการ และเลือกรับประทานโปรตีนจากพืชที่หลากหลายและจับคู่อาหารโปรตีนคุณภาพ เพื่อให้ได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน

ใช้หลักจาน 2:1:1 ช่วยจัดมื้ออาหาร

การปรุงประกอบอาหารเจ การใช้วัตถุดิบโปรตีนจากพืชเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่สุขภาพจะดีหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับสูตร วิธีการปรุง รวมถึงปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียมในอาหารนั้น ๆ ด้วย

ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักสามารถใช้หลักจานอาหาร 2:1:1 เป็นแนวทาง โดยแบ่งสัดส่วนอาหารดังนี้

ผักครึ่งจาน เพิ่มใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ

ข้าวหรือแป้งหนึ่งในสี่จาน เลือกข้าวกล้องหรือธัญพืชไม่ขัดสีได้ตามความเหมาะสม

โปรตีนหนึ่งในสี่จาน เช่น เต้าหู้ ถั่ว หรือผลิตภัณฑ์จากถั่ว

การกินเจให้ดีต่อสุขภาพจึงไม่ใช่เพียงการงดเนื้อสัตว์ แต่ควรเลือกวัตถุดิบให้หลากหลาย กินโปรตีนให้เพียงพอ เพิ่มผักผลไม้ และควบคุมปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม เพื่อให้ตลอด 9 วันเป็นช่วงเวลาที่ได้ทั้งความอิ่มท้องและการดูแลสุขภาพไปพร้อมกัน

อ้างอิงข้อมูล : สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง, กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, สำนักงานราชบัณฑิตยสภา

อ่านข่าว :

รวบชาวจีนสวมสิทธิ์คนไทยโยงพ่อทิพย์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 400 ล้าน

"เจเศรษฐ์" ไม่หวั่นถูกซักฟอก โต้ข้อหาไร้ภาวะผู้นำ โวจบ ป.ตรี ด้านผู้นำ

4 ชาติพันธุ์ภาคใต้ ส่งตัวแทนเข้า "สภาฯชาติพันธุ์" พร้อม "เปล่งเสียงสะท้อนปัญหา" ด้วยตัวเอง