ปัญหาน้ำค้างทุ่งยังเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะที่ จ.ฉะเชิงเทรา จ.ปราจีนบุรี และ จ.นครนายก ยังมีมวลน้ำที่ยังระบายไม่หมดราว 1,700 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งวันนี้การระบายออกเป็นอุปสรรคมาก ตลอด 1-2 สัปดาห์นี้ ประชาชนยังจมน้ำ ทิศทางน้ำภาคตะวันออกจะเป็นอย่างไร และต่อจากนี้ไปพื้นที่ถูกน้ำท่วมจะเผชิญกับอะไรบ้าง ?
อุปสรรคระบายน้ำค้างทุ่ง “ภาคตะวันออก”
ไทยพีบีเอสลงพื้นที่สำรวจเส้นทางระบายน้ำภาคตะวันออก ร่วมกับ รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ พบว่า หลายจุดมีลักษณะกายภาพที่เป็น “คอขวด” ตามธรรมชาติ มวลน้ำ 1,700 ล้าน ลบ.ม.หากระบายออกทางแม่น้ำบางปะกงเพียงทางเดียวจะทำได้ดีเฉพาะช่วงน้ำทะเลลง ซึ่งประเมินว่า ระบายน้ำได้วันละกว่า 100 ล้านลบ.ม. แต่ในเดือน ต.ค.ภาวะน้ำทะเลหนุนสูงจะทำให้วันหนึ่งซึ่งน้ำลงเพียง 2 ช่วง การระบายตามธรรมชาติจึงล่าช้าและทำได้ยาก
รศ.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ
ทางออกทางวิศวกรรม คือ การแบ่งมวลน้ำลงแนวดิ่ง ผ่านคลองไชยานุชิตและคลองสำโรง เพื่อไปใช้ประโยชน์จากสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ฝั่งคลองชายทะเลที่มีกำลังสูบมหาศาลรวม 65 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน แม้เส้นทางนี้จะต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางกายภาพก็ตาม
อุปสรรคระบายน้ำค้างทุ่ง “ภาคตะวันออก”
รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ กล่าวว่า ธรรมชาติมันระบายได้มากกว่าแน่นอน แต่ในขณะที่ธรรมชาติเราสู้ไม่ได้ (น้ำหนุน) เราจะไปเอาชนะธรรมชาติไม่มีทาง เราก็หันมาสู่วิธีที่เราทำได้ เอามาลงทางคลองแนวดิ่งไปลงอ่าวไทยฝั่งคลองชายทะเล ซึ่งเครื่องสูบหลักมีความสามารถเยอะมาก
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ
ด้าน นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า การบริหารจัดการน้ำต้องอาศัยหลักวิศวกรรมเพื่อเร่งระบายน้ำให้เร็วที่สุด หากไม่มีฝนตกลงมาเติมสถานการณ์จะดีขึ้น แต่อุปสรรคสำคัญของการผันน้ำเข้าหาเครื่องสูบฝั่งอ่าวไทย คือพื้นที่ “คลองหลังเต่า” หรือเนินดินใต้น้ำ บริเวณรอยต่อกรุงเทพฯ และ จ.สมุทรปราการ ซึ่งทำหน้าที่เสมือนฝายกั้นน้ำใต้น้ำทำให้น้ำไหลช้า แต่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องสูบผลักดันน้ำข้ามเนินนี้ไปให้ได้ เพราะปลายทางมีสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่รอรับอยู่
อุปสรรคระบายน้ำค้างทุ่ง “ภาคตะวันออก”
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า “คาดการณ์ว่าในภาคตะวันออกจะใช้เวลาประมาณ 30 วัน จ.นครนายก อาจจะลดลงเร็วหน่อยเพราะเป็นที่ลาดชัน ขณะที่ จ.ปราจีนบุรี จะค่อย ๆ ลด แต่พื้นที่บางน้ำเปรี้ยวอาจใช้เวลา 10-20 วัน”
ด้านนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันระหว่าง กทม. จ.สมุทรปราการ และ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อผลักดันน้ำลงทะเลในที่สุด และทำอย่างไรจะระบายน้ำทั้งออกแม่น้ำเจ้าพระยาและออกมาแนวดิ่ง เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน
นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา
ทั้งนี้ การจัดการน้ำมากกว่า 1,000 ล้าน ลบ.ม.จำเป็นต้องใช้เวลา ขณะที่การจัดสรรเครื่องสูบน้ำต้องมีการบริหารจัดการอย่างแม่นยำ และวิถีชีวิตที่ต้องจมน้ำนานนับเดือนไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้น การเลือกใช้เครื่องสูบน้ำผลักดันมวลน้ำข้ามคลองหลังเต่าไปยังสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ แม้จะยากลำบากกว่า แต่สามารถลดระยะเวลาน้ำท่วมได้เร็วกว่าการรอระบายออกแม่น้ำบางปะกงตามธรรมชาติที่ต้องเผชิญกับน้ำทะเลหนุน ดังนั้น ทิศทางหลังจากนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณฝนและการร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ว่าจะสามารถบูรณาการเครื่องจักรเพื่อลดผลกระทบ และคืนพื้นที่แห้งให้ประชาชนได้เร็ว
อุปสรรคระบายน้ำค้างทุ่ง “ภาคตะวันออก”
อ่านข่าว
สทนช.เฝ้าระวัง 7 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำล้นตลิ่ง ช่วงวันที่ 10-12 ต.ค.นี้
ปภ.เดินหน้าขนย้ายซากหมูเมืองปราจีนฯ ต่อเนื่อง ตัดวงจรเชื้อโรค
กทม.เร่งเคลียร์ขยะ เคหะร่มเกล้าค้าง 33 กอง ระดมเจ้าหน้าที่ลุยเก็บหลังน้ำลด
ปภ.แนะ 2 ช่องทางเช็กสถานะเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 2569
น้ำท่วม 22 จังหวัด-กทม. กระทบ 1.1 ล้านครัวเรือน ปภ.เตือน 9-13 ต.ค.ฝนตกหนัก
