อุตุฯ เตือนด่วน! ไทยรับมือฝนตกหนัก-ลูกเห็บตก-น้ำป่าไหลหลาก 10-13 ต.ค.นี้

ภัยพิบัติ
12:58
จำนวนผู้ชม 250
Thai PBS
อุตุฯ เตือนด่วน! ไทยรับมือฝนตกหนัก-ลูกเห็บตก-น้ำป่าไหลหลาก 10-13 ต.ค.นี้

วันนี้ (10 ต.ค.2569) กรมอุตุนิยมวิทยา เตือนอากาศแปรปรวนทั่วไทย 10-13 ต.ค.2569 ระวังฝนหนัก ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และน้ำท่วมฉับพลัน ขณะที่ รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ เตือนภาคกลาง-ตะวันตก รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล เตรียมรับมือฝนหนักตั้งแต่บ่ายวันที่ 10 ต.ค. ต่อเนื่องถึงช่วงสายวันที่ 11 ต.ค. ส่วนภาคใต้ต้องจับตาฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งในช่วงวันที่ 12-13 ต.ค.

กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 7 (253/2569) เตือนฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ซึ่งมีผลกระทบถึงวันที่ 13 ต.ค.2569 โดยระหว่างวันที่ 10-13 ต.ค. ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง รวมถึงอาจเกิดฟ้าผ่าได้

พื้นที่ได้รับผลกระทบแบ่งตามช่วงเวลา ได้แก่

  • วันที่ 10 ต.ค. ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง รวมกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้
  • วันที่ 11 ต.ค. ครอบคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้
  • วันที่ 12–13 ต.ค. ต้องเฝ้าระวังฝนในภาคใต้เป็นหลัก

เตือนภาคกลาง-ตะวันตก รวม กทม. รับมือฝนหนัก

รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ จากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต เตือนว่า ตั้งแต่เวลา 16.00 น. วันที่ 10 ต.ค. ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสายวันที่ 11 ต.ค. กลุ่มฝนจะเน้นหนักบริเวณภาคกลางและภาคตะวันตก รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล

พื้นที่ที่ต้องติดตามสถานการณ์ ได้แก่ เพชรบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท นครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ และพื้นที่ปริมณฑล โดยเฉพาะเขตเมืองที่อาจเกิดน้ำท่วมขัง ระหว่างรอการระบาย หากมีฝนตกหนักสะสมในช่วงเวลาสั้น ๆ

สำหรับวันที่ 12–13 ต.ค. คาดว่าฝนในพื้นที่ตอนบนจะเริ่มลดลง ขณะที่ภาคใต้ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักต่อเนื่อง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เตือนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มในจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง รวมถึงปัตตานี ยะลา และนราธิวาส

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญของภาคใต้ ได้แก่ แม่น้ำปัตตานี แม่น้ำสายบุรี และแม่น้ำโก-ลก ซึ่งมีความเสี่ยงน้ำล้นตลิ่งหากมีฝนตกหนักสะสมในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่รับน้ำ

อ่างเก็บน้ำภาคตะวันตกมีน้ำ 96% ภาคตะวันออก 87%

ข้อมูลปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรายภาค ณ วันที่ 10 ต.ค. ระบุว่าภาคตะวันตกมีน้ำกักเก็บร้อยละ 96 ของความจุ และภาคตะวันออกร้อยละ 87 จึงต้องติดตามทั้งปริมาณฝนและการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราด

เมื่อมีฝนตกหนักในพื้นที่ที่มีน้ำกักเก็บอยู่ในระดับสูง การระบายน้ำและปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำ เป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำและชุมชนริมทางน้ำ ทั้งนี้ ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถใช้ยืนยันว่าจะเกิดน้ำท่วมหรือจำเป็นต้องระบายน้ำเพิ่มเท่าใด ต้องพิจารณาจากปริมาณฝนจริง สถานการณ์น้ำไหลเข้า และแผนบริหารจัดการของแต่ละอ่างประกอบด้วย

กทม.เฝ้าระวังฝนในพื้นที่ แม้น้ำเหนือยังบริหารจัดการได้

สำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประเด็นที่ต้องจับตาในช่วง 1–2 วันนี้คือฝนที่ตกลงมาโดยตรงในพื้นที่เมือง ซึ่งอาจทำให้ระบบระบายน้ำรับภาระหนัก และเกิดน้ำท่วมผิวจราจรในจุดที่ระบายไม่ทัน

การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,200 ลบ.ม./วินาที และระดับน้ำในแม่น้ำบริเวณนครสวรรค์ ยังต่ำกว่าตลิ่งมากกว่า 3 เมตร จึงประเมินว่าสถานการณ์น้ำเหนือ ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากฝนตกหนักในเขตเมือง ยังต้องติดตามแยกจากสถานการณ์น้ำเหนือ เพราะแม้ระดับน้ำในแม่น้ำยังไม่ถึงตลิ่ง ฝนที่ตกสะสมในพื้นที่ก็ทำให้เกิดน้ำท่วมขังได้

ระวังลมแรง น้ำป่า และคลื่นสูงกว่า 2 เมตร

สาเหตุของสภาพอากาศแปรปรวนครั้งนี้ มาจากมวลอากาศเย็นหรือบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ขณะเดียวกัน ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้ เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และอ่าวไทย ส่วนมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังคงปกคลุมทะเลอันดามัน และมีร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้

ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรระวังฝนตกหนักและฝนสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม โดยเฉพาะบริเวณลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือใกล้ป้ายโฆษณาและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรง เนื่องจากลมกระโชกแรงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน

ส่วนบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยที่มีฝนฟ้าคะนอง คาดว่าคลื่นอาจสูงกว่า 2 เมตร ชาวเรือควรตรวจสอบสภาพอากาศ และเส้นทางเดินเรือก่อนออกจากฝั่ง พร้อมหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง

สภาพอากาศแปรปรวนในช่วงปลายฝนต้นหนาว จึงมีความเสี่ยงมากกว่าฝนตกตามฤดูกาลทั่วไป เพราะอาจเกิดทั้งฝนหนักในช่วงสั้น ลมกระโชกแรง และอันตรายจากน้ำหลาก ประชาชนควรติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานด้านน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ของตนเอง เพื่อเตรียมรับมือได้ทันท่วงที

อ่านข่าว :

ผบ.ตร.ยันทำสำนวนคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ยึดพยานหลักฐาน ส่ง ป.ป.ช.ตามกำหนด 30 วัน

ปภ.รายงาน 21 จังหวัด และ กทม. ยังน้ำท่วม เร่งช่วยเหลือ-ฟื้นฟูพื้นที่

เด้ง 5 เสือ สน.ชนะสงคราม พร้อมสอบวินัย ปม ปค.บุกจับผับ ถ.ข้าวสาร