อดีตนายกฯ นายทักษิณ ชินวัตร สร้างความฮือฮาบนหน้าสื่อ และสะเทือนวงการยุติธรรมอีกครั้ง เมื่อให้ทนายคู่ใจ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ยื่นคำร้องต่อประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
ให้วินิจฉัยสิทธิ ได้รับนิรโทษกรรม และ พ้นจากข้อกล่าวหาความผิดทั้งปวง ตามพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ถือเป็นการยื่นคำร้อง หวังให้ล้างมลทินจากความผิดและลบประวัติที่โดนมาทั้งหมด โดยอ้างเหตุผล สิ่งที่นายทักษิณได้ทำมา เพื่อประโยชน์ประชาชนและประเทศชาติ ขณะที่การถูกกระทำและข้อหาความผิด ล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้น
ผลพวงจากความขัดแย้งและแรงจูงใจทางการเมืองช่วงปี 2548-2568 รวมทั้งรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ที่มีพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ในขณะนั้น เป็นหัวหน้าคณะ
ทั้งกระบวนการตรวจสอบและดำเนินคดีในเวลาต่อมา เป็นความสืบเนื่องจากการใช้อำนาจภายหลังรัฐประหาร เปรียบเสมือน “ผลไม้ของต้นไม้พิษ” ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นธรรม
นายทักษิณได้ยกคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวม 4 คดีหลัก มาประกอบการพิจารณา นำโดยคดีริบทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท กรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป ซึ่งขายให้กับกองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ เข้าข่ายความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข
และเมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งหมด ไม่ปรากฏข้อวินิจฉัยใดที่ระบุชัดเจนว่า ผู้ร้องกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ อีกทั้งได้กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานอภัยลดโทษเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2566 เหลือโทษจำคุก 1 ปี
นายวิญญัติ ได้ระบุเพิ่มเติมด้วยว่า นายทักษิณต้องการล้างมลทินในเรื่องที่ถูกกล่าวหาได้รับโทษแล้ว เพื่อต้องการทำมาหากิน ใช้ชีวิตสงบสุขในช่วงบั้นปลายชีวิต และ ไม่ประสงค์ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีก
ความจริง แม้ว่านายทักษิณ จะสามารถยื่นคำร้องดังกล่าว ไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ แต่ดูเหมือนจะมีความเห็นที่หลากหลายตามมาทันควัน
นายก่อแก้ว พิกุลทอง อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย และ อดีตแกนนำนปช. ได้โพสต์แสดงความเห็นว่าจะแปลกอะไร ในเมื่อพวกที่ยึดอำนาจก็นิรโทษกรรมตัวเองได้ พวกยึดสนามบินก็ได้รับนิรโทษกรรม แล้วทำไม นายทักษิณที่ถูกยึดอำนาจ จะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมบ้าง
แต่ในมุมของพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสร้างเสริมสันติสุขชุดหลัก กลับโยนเรื่องนี้ ไปยังคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯด้านกฎหมาย และ เป็นประธานกรรมการชุดนี้ เป็นผู้พิจารณาในรายละเอียดตามกฎเกณฑ์ที่มีอยู่
ขณะที่อดีตแกนนำ กปปส. ชุดขับไล่รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเป็นอัยการเก่า นายถาวร เสนเนียม ได้โพสต์เตือนนายทักษิณว่า อย่าดันทุรังยื่นขอนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เพราะขัดแย้งกับมาตรา 3 ที่กำหนดชัดเจนว่า ไม่รวมการนิรโทษกรรมคดีทุจริตประพฤติมิชอบ และความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ตลอดจนความผิดอาญาร้ายแรงอื่นๆ
สอดคล้องกับอดีตผู้พิพากษา นายวัส ติงสมิตร และอดีตประธาน กสม. ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า นายทักษิณ ชินวัตร ยื่นคำร้องขอพ้นผิด ใต้ร่ม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
แต่การดิ้นรน ขอนิรโทษกรรม กลับติดมาตรา 3 ที่ไม่คุ้มครองคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบไม่รวมความผิด มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา และ ไม่รวมความผิดร้ายแรงทางคดีอาญา
คำถามสำคัญที่ตามมา คือ นายทักษิณ และ ทนายมืออาชีพอย่างนายวิญญัติ ไม่ได้ศึกษาหรือดูข้อกำหนดในมาตรา 3 หรือ? หรืออาจทราบอยู่แล้ว แต่เป็นการยื่นตามช่องทางมาตรา 6 (2) ที่เปิดช่องทางไว้ เพื่อลุ้นผลพิจารณา หรือผลทางการเมือง?
ดังที่นายจตุพร พรหมพันธ์ วิทยากรกลุ่มหลอมรวมประชาชน อดีตแกนนำ นปช. และอดีตทีมงานนายทักษิณ ที่เปิดประเด็นในอีกด้านหนึ่ง คือ นายทักษิณ ยื่นนิรโทษกรรมคดีการเมือง เป็นการขยับเปลี่ยนดีลการเมือง
เป็นการต่อรองเกมคว่ำรัฐบาล ผ่านเสียงโหวตของสส.เพื่อไทย ในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่กำลังจะมีขึ้น
นายจตุพร มองว่า หากบรรจุญัตติซักฟอกในสภา อนาคตทางการเมืองของนายอนุทิน จะอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย หากนายทักษิณไม่พอใจ เสียงสส.ที่จะลงมติไว้วางใจ จะเหลือเฉพาะพรรคภูมิใจไทย หากพรรคเพื่อไทยถอนตัวแค่พรรคเดียว หรือ ไปโหวตสวนร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้าน หรือ ประสานจัดการใหม่กับพรรคกล้าธรรม
จากรัฐบาลเสียงข้างมากจะกลายเป็นเสียงข้างน้อย และ รัฐบาลจะถูกคว่ำกลางสภาทันที
จะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวอย่างไร ยังไม่มีใครฟันธงชัดเจน แต่นายอนุทิน นายกฯ ตอบคำถามสื่อเมื่อวันอังคาร (13 ต.ค.) ว่ายังไม่ได้ยินเรื่องนายทักษิณ ยื่นคำร้องขอนิรโทษและล้างมลทิน
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า เรื่องนี้จะกลายเป็นประเด็นร้อน ทั้งบนหน้าสื่อ และแวดวงการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย และอาจเป็นข่าวใหญ่ต่อเนื่อง ไม่ต่างจากเมื่อครั้ง รัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ปฏิบัติการลักหลับ พยายามผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯฉบับสุดซอย ในการประชุมสภาผู้แทนฯ กลางดึกคืนวันที่ 31 ตุลาคม ต่อเนื่องเช้ามืดวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ท่ามกลางการคัดค้านของพรรคประชาธิปัตย์ ฝ่ายค้านในขณะนั้น
แม้รัฐบาลจะชนะโหวตวาระ 3 แต่ถือจุดเริ่มต้นของกลุ่มมวลชน กปปส. ที่เคลื่อนไหวกดดันให้รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ลาออก กระทั่งเกิดรัฐประหาร ปี 2557 และ ร่างพ.ร.บ.ฉบับสุดซอย ถูกตีตกจากที่ประชุมวุฒิสภา
เพียงแต่ครั้งนี้ ที่แตกต่างออกไป คือ พรรคเพื่อไทยไม่ได้ยื่นร่างกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะมีพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดช่องทางอยู่แล้ว
แต่เป็นการยื่นคำร้องผ่านคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ซึ่งประเด็นที่ต้องลุ้น คือคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่อง จะมีความเห็นและส่งต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ ที่นายปกรณ์ เป็นประธาน หรือไม่ อย่างไร
จะสัมฤทธิ์ผล หรือ อกหักซ้ำสอง ต้องลุ้นกันต่อไป
