วันนี้ (16 ต.ค.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยมุมมองภาคเอกชน ต่อการที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2026 ว่า การประชุมครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้ประเทศไทยได้รับความสนใจจากแวดวงการเงินและการลงทุนทั่วโลก อีกทั้งเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการแสดงศักยภาพของประเทศ ทั้งด้านการจัดประชุมระดับนานาชาติ การกระตุ้นเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ หอการค้าไทยคาดการณ์ว่า จากการจัดประชุมดังกล่าวที่มีผู้เข้าร่วมประมาณ 19,000 คน และเมื่อรวมครอบครัว ผู้ติดตาม และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้วจะมีจำนวน มากกว่า 30,000 คน ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระยะสั้น ไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติของประเทศไทย
สำหรับ ผลต่อความเชื่อมั่นและการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment & Confidence) ภาคเอกชนไทยมองว่าผลลัพธ์สำคัญของการประชุมไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เป็นโอกาสในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะการผลักดันบทบาทประเทศไทยในฐานะ “Trusted Connector” ในห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งถือเป็นบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้จริง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกปี 2026 ที่ขยายตัวอย่างระมัดระวังที่ระดับ 3.1% และความท้าทายจากการแบ่งแยกทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economic Fragmentation) โดยประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีเสถียรภาพ พร้อมด้วยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดที่สามารถรองรับการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)
หอการค้าฯ ชี้เวที IMF–World Bank ดึงเงินลงทุนหมื่นล้าน ยกระดับ MSME–ทักษะแรงงาน
ภาคเอกชนไม่ได้มองความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งนี้เป็นเพียงผลสำเร็จระยะสั้น แต่ต้องการให้ประเทศไทยร่วมกันเปลี่ยนเสียงชื่นชมและกรอบนโยบายระดับโลกให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ รายได้ และการเติบโตที่ประชาชนไทยสามารถสัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประธานหอการค้า กล่าวอีกว่า การก้าวข้ามการแข่งขันด้วยต้นทุนสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-Driven) โดยปรับเปลี่ยนจากการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ นวัตกรรมเกษตรและอาหาร (AgTech) ตลอดจนการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (ESG/BCG) เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
วันที่ผ่านมาไทยได้พิสูจน์แล้วว่ามีศักยภาพ วิสัยทัศน์ และความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับนานาชาติที่มีมาตรฐาน ไม่ได้มีดีเพียงรอยยิ้มและการบริการเท่านั้น แต่ภาพลักษณ์ความเป็นไทยแบบสากลที่เรานำเสนอจากการประชุมครั้งนี้ จะเปลี่ยนเป็นความเชื่อมั่น เม็ดเงินลงทุน และการสร้างงานคุณภาพสูงให้กับคนไทยในอนาคต
หอการค้าฯ ชี้เวที IMF–World Bank ดึงเงินลงทุนหมื่นล้าน ยกระดับ MSME–ทักษะแรงงาน
โดยเฉพาะการเร่งยกระดับผู้ประกอบการ MSME และทักษะแรงงาน โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัล เทคโนโลยี AI และแหล่งเงินทุนสีเขียว ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงานผ่านแนวทางการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการปรับตัวและแข่งขันภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงการสานต่อความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public-Private Partnership: PPP) เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว นวัตกรรมทางการแพทย์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
อ่านข่าว:
ประธานเฟด เตือนธนาคารกลางทั่วโลก เตรียมรับมือความท้าทายเงินเฟ้อ
"นายกฯ" เผยข่าวดี! "เลขาฯ OECD" บอกไทยมาถูกทางแล้ว น่าจะเข้าเป็นสมาชิกได้ตามกำหนด
นายกฯ เปิด IMF-World Bank ชูขอบฟ้าใหม่ไทย ปลุกนานาชาติร่วมมือเชื่อมทุน-เทคโนโลยี
