วันที่ 18 ต.ค.2569 เวลา 18.20 น. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการประตูระบายน้ำหนองจอก ที่ประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำคลองแสนแสบ–หนองจอก แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมชลประทาน โดยเป็นจุดสำคัญในการเชื่อมต่อและระบายน้ำจากคลองในพื้นที่หนองจอกลงสู่คลองแสนแสบ
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่คอยติดตามสถานการณ์ พร้อมอธิบายเส้นทางน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และคลองสายสำคัญต่าง ๆ เพื่อประกอบการวางแผนระบายน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เป้าหมายสำคัญคือการเร่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่หนองจอก และ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งกำลังประสบปัญหาน้ำท่วม โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในควบคู่กันไป
นายชัชชาติ กล่าวว่า สถานการณ์ล่าสุดระดับน้ำฝั่งหนองจอกเริ่มลดลง ขณะที่ฝั่งมีนบุรีเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภายหลังการเปิดประตูระบายน้ำหนองจอกเพื่อช่วยระบายน้ำออกจากพื้นที่ พบว่า ระดับน้ำฝั่งหนองจอกลดลงประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนฝั่งคลองแสนแสบและพื้นที่มีนบุรีมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เซนติเมตร
จากข้อมูล ณ เวลาที่ลงพื้นที่ ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ ทั้งนี้จำเป็นต้องติดตามระดับน้ำอย่างต่อเนื่องตามสภาพอากาศ ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าพื้นที่ และจังหวะการระบายน้ำ
สำหรับการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานและกรุงเทพมหานคร ประสานงานติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด โดยสูบน้ำและระบายน้ำออกจากพื้นที่ตามความเหมาะสม รวมถึงพิจารณาจังหวะน้ำทะเลลงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำไปทางแม่น้ำบางปะกง โดยต้องควบคุมผลกระทบต่อพื้นที่ปลายน้ำและพื้นที่กรุงเทพฯ ให้เหมาะสม
ทั้งนี้ แม้ระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำหนองจอกจะเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น แต่สถานการณ์ยังต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง กทม. จะติดตามข้อมูลระดับน้ำและประสานการทำงานร่วมกับกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การระบายน้ำเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทั้งในพื้นที่หนองจอก พื้นที่ใกล้เคียง และกรุงเทพฯ ชั้นใน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงการดูแลเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ว่า กทม. รับทราบถึงปัญหาความแออัดจากการที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางมายื่นเอกสารเพื่อขอรับเงินเยียวยา โดยบางส่วนมารอรับบัตรคิวตั้งแต่ช่วงกลางดึกและช่วงเช้ามืด จึงขอโทษประชาชนต่อความไม่สะดวกที่เกิดขึ้น พร้อมยอมรับว่า กทม. ไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ลงทะเบียนจำนวนมากถึงระดับนี้ โดยยอดผู้ลงทะเบียนสูงกว่า 1 ล้านคนแล้ว ซึ่งมากกว่าที่ประมาณการไว้
สำหรับการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" หากข้อมูลครบถ้วนและไม่มีปัญหา ประชาชนสามารถดำเนินการผ่านระบบได้ แต่บางกรณีจำเป็นต้องยื่นเอกสารเพิ่มเติม เช่น กรณีบ้านถูกน้ำล้อม การยื่นคำร้องซ้ำซ้อนของสมาชิกภายในบ้านเดียวกัน หรือกรณีที่ต้องตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่สำนักงานเขตจึงจำเป็นต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบตามระเบียบและข้อกฎหมาย เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาความแออัดและลดระยะเวลารอคอย กทม. เตรียมเพิ่มจุดให้บริการลงทะเบียนแบบวอล์กอิน กระจายรอบแจกบัตรคิวทั้งช่วงเช้าและช่วงบ่าย พร้อมระดมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานเขตที่ไม่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยมาสนับสนุนการทำงานในรูปแบบเขตบัดดี้ รวมถึงปรับปรุงระบบการจัดคิวให้มีประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
อ่านข่าว :
ผู้ประสบภัยต่อคิวรอเดินเรื่องเยียวยาน้ำท่วม เขตสายไหมตั้งแต่ ตี 2
