วันนี้ (19 ต.ค.2569) ภาพความรุนแรงจากการเผชิญหน้าบนท้องถนน แก๊สน้ำตาที่อบอวลไปทั่วเมือง และเปลวไฟที่ลุกไหม้อาคารสาธารณะในฝรั่งเศสช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กำลังนำมาสู่คำถามสำคัญจากผู้คนทั่วโลกว่า "เกิดอะไรขึ้นที่ฝรั่งเศสและทวีปยุโรปในขณะนี้ ?"
เหตุการณ์ความไม่สงบทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลลัพธ์จากการบรรจบกันของวิกฤต 2 ด้านที่สั่งสมมานาน จนกลายเป็นชนวนเหตุทำลายล้างทรัพย์สินสาธารณะและย่านการค้าครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศ
ห้องเรียนเดือด ชนวนแรกเริ่มจากเยาวชน
รายงานจาก CNN ระบุว่า วิกฤตด้านแรกเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา โดยกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาและนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส ได้ออกมารวมตัวเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากระบบโครงสร้างพื้นฐานของโรงเรียนเสื่อมโทรม อาคารเรียนขาดการซ่อมบำรุง และเกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรครูอย่างหนักจนทำให้นักเรียนหลายคนไม่มีครูสอนในวิชาหลัก
ยิ่งไปกว่านั้น สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปจนเกิดคลื่นความร้อน หรือ Heat Wave ที่ทุบสถิติในภูมิภาคยุโรป โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสะสมในเขตเมืองพุ่งสูงกว่าเกณฑ์ปกติถึง 4.2 องศาเซลเซียส จากอุณหภูมิเฉลี่ยปกติในฤดูร้อนของฝรั่งเศส อยู่ที่ประมาณ 35.8 องศาเซลเซียส กลายเป็น 40 องศาเซลเซียส
ทำให้อุณหภูมิในห้องเรียนพุ่งสูงจัดจนเด็ก ๆ ไม่สามารถนั่งเรียนได้อย่างปกติ ยิ่งสมทบกับตารางเรียนที่หนาแน่นเกินไป ก็ยิ่งสร้างความกดดันและความไม่พอใจให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมาก
"มหาจลาจลฝรั่งเศส" เมื่อวิกฤตการศึกษา-ค่าครองชีพ พ่นพิษลามทั่วยุโรป
รัฐหั่นงบสวัสดิการ สวนทางวิกฤตปากท้อง
ในขณะที่เยาวชนกำลังเคลื่อนไหวเรื่องโรงเรียน ประชาชนชนชนชั้นแรงงานและกลุ่มคนทำงานในฝรั่งเศสก็กำลังเผชิญกับสภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจขั้นรุนแรง จากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานที่พุ่งสูงแตะระดับร้อยละ 6.8 สูงสุดในรอบหลายทศวรรษ ควบคู่ไปกับราคาน้ำมันดิบและพลังงานค้าปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นทะลุเพดานเดิมถึงร้อยละ 28 ส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของภาคครัวเรือนโดยตรง
แต่แทนที่รัฐบาลฝรั่งเศสจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ สภาฯ กลับเสนอร่างงบประมาณแผ่นดินฉบับใหม่ที่เน้น มาตรการรัดเข็มขัดทางการคลัง โดยเตรียมตัดลดงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐลงเป็นมูลค่าสูงถึง 4,500 ล้านยูโร หรือราว 170,000 ล้านบาท เพื่อเป้าหมายในการลดดุลการคลังลงร้อยละ 1.5 ของจีดีพีประเทศ นี่เปรียบเสมือนการเร่งปฏิกิริยาความไม่พอใจให้ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ม็อบชนม็อบ ชัตดาวน์ฝรั่งเศส
เมื่อปัญหาทั้งสองเรื่องมาบรรจบกัน กลุ่มสหภาพแรงงานกลาง (CGT) กลุ่มองค์กรพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม กลุ่มเกษตรกร และกลุ่ม "เสื้อกั๊กเหลือง" (Gilets Jaunes) จึงได้ตัดสินใจจับมือกับกลุ่มขบวนการนักศึกษา กลายเป็นแนวร่วมมหาชนขนาดใหญ่ ยกระดับสู่การหยุดงานประท้วงทั่วประเทศ (National Strike)
กลุ่มเสื้อกั๊กเหลือง (Gilets Jaunes) คือกลุ่มชาวฝรั่งเศสที่แต่งกายด้วยเสื้อกั๊กสะท้อนแสง เพื่อเป็นสัญลักษณ์เรียกร้องความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ โดยในอดีตเคยสร้างผลงานเชิงประจักษ์ด้วยการปิดเมืองประท้วงจนบีบให้รัฐบาลมาครงยอมถอย ประกาศยกเลิกการขึ้นภาษีน้ำมัน และอนุมัติงบอัดฉีดช่วยเหลือปากท้องมูลค่ากว่าหมื่นล้านยูโรได้สำเร็จ
"มหาจลาจลฝรั่งเศส" เมื่อวิกฤตการศึกษา-ค่าครองชีพ พ่นพิษลามทั่วยุโรป
ในช่วงสุดสัปดาห์วันที่ 17-18 ต.ค. มีประชาชนออกมารวมตัวกันตามท้องถนนมากกว่า 110 เมืองทั่วประเทศ โดยมีจำนวนผู้เข้าร่วมสูงสุดจากสถิติทางการของรัฐบาลและสหภาพแรงงานระบุว่าอยู่ระหว่าง 550,000-800,000 คน
แม้ว่าผู้ชุมนุมในสัดส่วนร้อยละ 85 จะตั้งใจมาเดินขบวนโดยสงบ แต่ทว่าในเวลาต่อมา กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหัวรุนแรงสายซ้ายจัดและกลุ่มอนาธิปไตยสวมหน้ากากดำ หรือที่เรียกว่ากลุ่ม "คาสเซอร์" (Casseurs) ได้แฝงตัวเข้ามาและเปลี่ยนการชุมนุมให้กลายเป็นการจลาจล
เผาศาลากลาง วินาศกรรมย่านการค้า
การทำลายล้างมุ่งเป้าไปยังอาคารสัญลักษณ์ของรัฐ โดยเฉพาะที่เมืองลีโมจส์ (Limoges) อาคารศาลากลางจังหวัดเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถูกไฟไหม้จนโครงสร้างหลังคาพังถล่มราย นอกจากนี้ อาคารศาลากลางในเมืองมาร์เซย์ (Marseille) ก็ตกเป็นเป้าหมายของการวางเพลิงเช่นกัน ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ฉวยโอกาสได้ทำการทุบทำลายและปล้นสะดมร้านค้าปลีก ร้านจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยี และบูติกสินค้าแฟชั่นหรูหราไปมากกว่า 1,500 แห่งทั่วประเทศ ตามรายงานของ The Telegraph
"มหาจลาจลฝรั่งเศส" เมื่อวิกฤตการศึกษา-ค่าครองชีพ พ่นพิษลามทั่วยุโรป
นักวิเคราะห์สถาบันการเงินประเมินว่า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจในภาคเอกชนและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะพุ่งสูงทะลุ 350 ล้านยูโรไปแล้วในขณะนี้ ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนต้องใช้มาตรการเด็ดขาด ทั้งแก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำเพื่อสลายการชุมนุม นำไปสู่การจับกุมผู้ก่อเหตุไปแล้วมากกว่า 2,400 คน มีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่สะสมเกือบ 1,000 คน ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และมีรายงานผู้บาดเจ็บสาหัส รวมถึง 2 คนที่สูญเสียมือทั้ง 2 ข้าง
"มหาจลาจลฝรั่งเศส" เมื่อวิกฤตการศึกษา-ค่าครองชีพ พ่นพิษลามทั่วยุโรป
วิกฤตโดมิโน ลามระเบิดทั่วยุโรป
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ อิทธิพลของดัชนีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจกำลังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโนลุกลามไปทั่วยุโรป
เพราะในเวลาไล่เลี่ยกัน ที่ประเทศสเปนและโปรตุเกส ประชาชนนับหมื่นคนได้ออกมาปิดถนนประท้วงในกรุงมาดริดและกรุงลิสบอน เพื่อต่อต้านปัญหาราคาค่าเช่าบ้านที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 35 จนประชาชนแบกรับไม่ไหว รวมถึงกลุ่มทุนข้ามชาติที่เข้ามากว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์จนดันดัชนีราคาบ้านพุ่งเกินกว่าร้อยละ 40 ส่งผลให้คนท้องถิ่นไม่มีที่อยู่อาศัย
เช่นเดียวกับในอิตาลีและเบลเยียม ที่เมืองมิลานและกรุงบรัสเซลส์ก็มีกลุ่มผู้ใช้แรงงานออกมาเดินขบวนขับไล่รัฐบาลเนื่องจากวิกฤตเงินเฟ้อที่กัดกินมูลค่าเงินรายได้ที่แท้จริงไปแล้วกว่าร้อยละ 8 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการระบบสวัสดิการสังคมและเศรษฐกิจของรัฐบาลสายกลางในปัจจุบัน ท่ามกลางความตึงเครียดของประชาชนทั่วยุโรปที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สัญญาณเปลี่ยนขั้วการเมือง
AlJazeera รายงานว่า แม้ประธานาธิบดีมาครงจะออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรงและประกาศใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดกับผู้ก่อเหตุ พร้อมทั้งพยายามบรรเทาความไม่พอใจด้วยการเดินทางไปเจรจาทางการทูตกับกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเพื่อหาแนวทางลดราคาก๊าซธรรมชาตินำเข้า
"มหาจลาจลฝรั่งเศส" เมื่อวิกฤตการศึกษา-ค่าครองชีพ พ่นพิษลามทั่วยุโรป
แต่นักวิเคราะห์นโยบายสาธารณะมองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสและยุโรปครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานอย่างเรื่องปากท้องและการศึกษาได้
ความล้มเหลวของรัฐบาลชุดปัจจุบันจะกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองฝ่ายขวาจัด (Far-Right) ที่มีนโยบายประชานิยม ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในฝรั่งเศสที่ผลสำรวจความคิดเห็นล่าสุดชี้ว่า พรรคฝ่ายขวาจัดภายใต้การนำของ มารีน เลอ เปน มีคะแนนนิยมนำห่างคู่แข่งอยู่ถึงร้อยละ 12 และมีโอกาสสูงมากที่จะชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่จะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง โฉมหน้าทางการเมืองและเศรษฐกิจของยุโรปจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
อ่านข่าว :
อช. เตรียมตรวจยืนยันสายพันธุ์ รอยตีนคล้ายไดโนเสาร์ที่ภูพระบาท
"โรม" ตอบปม ไม่ไปแจ้งความคดี "สามีไอเดียร์" ถือหุ้นเว็บพนัน ชี้เรื่องใหญ่กว่าแค่ตัวบุคคล
ผู้จัดวิ่งเทรลในป่าแก่งกระจาน ยอมปรับเส้นทาง ไม่ใช้ "บ้านกร่าง-พะเนินทุ่ง"
