วันนี้ (26 ต.ค.2569) กรณีเพจ Godd Dam โพสต์สลิปเงิน 7 ล้านบาท โดยอ้างว่ามีบุคคลหนึ่งโอนให้กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี
พล.ต.ท.ทินกร รังมาตย์ ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) กล่าวว่า สอท.ได้มอบหมายภารกิจให้ สอท.4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสืบสวนทันที เบื้องต้นยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริง
พร้อมระบุว่า สาเหตุที่ตำรวจดำเนินดำเนินการเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว เพราะกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินหลายส่วน พร้อมยืนยันว่าดำเนินการไปตามขั้นตอนตามปกติ
สำหรับกรณีนี้นายกฯ จะต้องเดินทางมาแจ้งความด้วยตนเองหรือไม่ ขึ้นอยู่กับดุลพินิจว่าจะมอบหมายให้ผู้ใดมาให้ข้อมูลหรือไม่ แต่ส่วนของตำรวจได้ดำเนินขั้นตอนตามกรอบกฎหมายและพยานหลักฐานที่มีอยู่ โดยปัจจุบันนายกฯ ยังไม่ได้มอบหมายให้บุคคลใดมาดำเนินการแทน
ส่วนที่มีการระบุชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ซึ่งมีชื่อ "ชัยรัตน์" อดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลนั้น ตำรวจต้องตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีตัวจริงเป็นใคร และแต่ละโพสต์เข้าข่ายความผิดฐานใดบ้าง หากพิสูจน์ทราบตัวบุคคลได้และพบว่าต้นทางเป็นความผิด จะดำเนินคดีตามกระบวนการ ต่างกรรมต่างวาระ รวมถึงผู้ที่แชร์ข้อมูล
หากข้อมูลต้นทางผิด แล้วมีการแชร์ออกไปสู่สาธารณะ ทำให้เกิดความสับสน จะมีความผิดฐานเดียวกันกับต้นโพสต์ ซึ่งนักการเมืองที่เป็นผู้แชร์ข้อความส่งต่อ จะมีความผิดและอาจถูกดำเนินคดีด้วย
พร้อมย้ำว่า เจ้าของเพจมีตัวตนและยังพบเป็นแค่บุคคลเดียว ไม่ใช่กลุ่มบุคคล ส่วนเจ้าตัวจะมีทัศนคติไม่ดีต่อการเมืองหรือไม่ ต้องรอการตรวจสอบในแต่ละโพสต์ย้อนหลังที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน พร้อมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการหลบหนีแล้ว
ผบช.สอท. กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบหลักฐานจากธนาคาร พบว่า ข้อมูลหรือสลิปที่มีการกล่าวอ้างนั้นไม่มีอยู่จริง โดยตำรวจได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานความมั่นคง อยู่ระหว่างเร่งรวบรวมพยานหลักฐานทางคดีอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและโปร่งใส
ด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า ขณะนี้ตำรวจยังไม่ได้จับกุมใคร ส่วนบุคคลดังกล่าวจะมีพฤติการณ์โพสต์ข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้เกิดความสับสนในประเทศ รวมถึงสร้างความเสียหายต่อบุคคลอื่น จะต้องพิสูจน์ทราบตัวบุคคลและติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดี
โฆษก ตร. กล่าวอีกว่า หลักการทางกฎหมายในการดำเนินคดีแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ความผิดต่อส่วนตัว หากโพสต์นั้นเป็นความผิดส่วนบุคคล จะต้องมีผู้เสียหายมาร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ
2.ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือความผิดต่อรัฐ หากเป็นการโพสต์ที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก หรือส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถเป็นผู้กล่าวโทษดำเนินคดีได้เอง
นอกจากนี้ยังเตือนประชาชนทั่วไปและผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ว่า หากได้รับข้อมูลที่มีลักษณะพาดพิงบุคคลสำคัญ หรือทำให้เกิดความสับสนในประเทศ ขอให้รับฟังอย่างมีสติ ก่อนเชื่อหรือกดแชร์ต่อ เพราะหากข้อมูลดังกล่าวเป็นความผิด ผู้ที่แชร์ต่อหรือเผยแพร่จะได้รับโทษทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้โพสต์ต้นทาง
อ่านข่าว
ธ.กสิกรไทย ตรวจสอบปมสลิปโอนเงิน 7 ล้าน ยืนยันไม่พบเลขบัญชีในระบบ
เจอตัวแล้วผู้ใช้นามแฝง Godd Dam ปล่อยสลิปปลอม 7 ล้าน จ่ายค่าน้ำชา "อนุทิน"
สลิปโอนเงินผ่านโมบายแบงกิ้ง สามารถใช้เป็นหลักฐานทางกฎหมายได้
