การปูดข่าวพร้อมอ้างสลิปโอนเงินธนาคารไปยังบัญชีนายกฯ นายอนุทิน พูดเป็นตุเป็นตะว่าเป็นหลักฐานเด็ดสำหรับค่าน้ำชา ก่อให้เกิดปมร้อนบนหน้าโซเชียลทันทีทันควัน และขยายเร็ว ดังใจปรารถนาของคนโพสต์
เร็วพอๆ กับปฏิกิริยาของฝ่ายการเมืองซีกรัฐบาล ที่ระบุชัดว่าเป็น 'เฟคนิวส์' หรือข่าวเท็จ จงใจจ้องทำลายเครดิตนายกฯ และพร้อมไล่ตรวจ IP เอาผิดคนปั่นข่าว ไล่เลี่ยกับทางแบงก์กสิกรไทย ตำรวจไซเบอร์ และกระทรวงดีอี ที่ทยอยออกโรงแจกแจงอ้างเป็นข่าวปลอม พร้อมใช้สลิปตัดต่อ
ไม่นานหลังจากนั้น มีรายละเอียดเจ้าของเพจ GODD DAM รู้ทั้งชื่อ ที่อยู่ทะเบียนบ้าน ที่อยู่ปัจจุบัน การศึกษา แนวคิดทางการเมือง กระทั่งรู้ว่า เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใหญ่ ปรากฎพรั่งพรูออกมา ตามด้วยเตรียมออกหมายจับ รวดเร็วจนแกนนำฝ่ายค้านออกโรงเหน็บ อยากเห็นการทำงานแบบนี้ของตำรวจและเจ้าหน้าที่ในเคสอื่นบ้าง
แม้จะชัดเจนว่านี่เป็นกรณี'ข่าวปล่อย' สร้างเรื่องเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีความผิดทั้งหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ไม่มีข้อมูลความจริง แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้น สะท้อนความจริงประการหนึ่งว่า แม้แต่ระดับนายกรัฐมนตรี ยังตกเป็นเป้า 'เหยื่อ' ข่าวเฟคนิวส์ ที่แพร่สะพัดทันทีได้ นับประสาอะไรกับคนทั่วไปที่จะไม่โดน
ในยุคสมัยที่เต็มไปด้วยข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวหลอก รอบทิศทาง โดยจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป
ข่าวนี้อย่างไรเสีย ปฏิเสธไม่ได้ว่าถูกโยงเกี่ยวข้องกับ 'การเมือง' ในข่วงเวลาใกล้ถึงศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งนายอนุทิน เป็นหนึ่งใน 18 รัฐมนตรีที่ถูกฝ่ายค้านยื่นซักฟอก และถือเป็น 'เป้าใหญ่' สุด ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังโดนมรสุมซัดสาดใส่อย่างต่อเนื่องจนบางครั้งถึงขั้นออกอาการ
แม้เรื่อง 'ค่าน้ำชา 7 ล้าน' ข้อสรุปเบื้องต้นจะเป็นเพียง 'ข่าวปล่อย' แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า จะเกิดคำถามต่อไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างกระทรวงดีอี ศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์แห่งชาติ และตำรวจไซเบอร์ ถึงประสิทธิภาพและความเข้มข้นต่อเรื่อง 'ข่าวปลอม'
ที่อาจมีผลทั้งเรื่องความมั่นคง เรื่องเศรษฐกิจ ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เรื่องสวัสดิภาพและสิทธิส่วนบุคคล และอื่นๆ
ศูนย์ต่อต้านเฟคนิวส์ เดิมทีขึ้นกับกระทรวงดีอี แต่ปัจจุบัน เมื่อยกระดับเป็นศูนย์ต่อต้าน 'ข่าวปลอม' แห่งชาติ ในทางปฏิบัติ มีหลายหน่วยงานและหลายกระทรวงร่วมเป็นกรรมการ บูรณาการการทำหน้าที่ รวมทั้งตำรวจและมหาดไทย ที่นายกฯ อนุทินดูแลรับผิดชอบโดยตรง และ กระทรวงดีอี ที่นายไชยชนก ชิดชอบ ทายาทบ้านใหญ่บุรีรัมย์เป็นรัฐมนตรี
ทั้ง 2 คนต่างเป็น'เป้าหลัก'ศึกซักฟอกมาตั้งแต่แรก ก่อนฝ่ายค้านจะยื่นญัตติอภิปราย ตามม.151 ด้วยซ้ำ เท่ากับจะเพิ่มดีกรีร้อนแรงให้กับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อีกทางหนึ่ง
แต่กระนั้น เรื่อง'เฟคนิวส์'ค่าน้ำชา 7 ล้านบาท' ในอีกด้าน ก็มีเกี่ยวโยงไปถึงพรรคประชาชนเช่นกัน หลังมีข่าวว่า มีสส.บางคนในพรรค ได้มีการแชร์ต่อโพสต์ดังกล่าว
ทั้งนี้จากคำพูดของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ ที่มีนัยได้พยายามปราม ไม่ให้แชร์ต่อ เพราะสส.ควรเป็นด่านสำคัญช่วยคัดกรอง ข่าวจริงหรือไม่จริง
เรื่องการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง แม้จะเป็นสิทธิของประชาชนที่สามารถสมัครได้ แต่สำหรับพรรคการเมือง กรณีส่งผู้สมัครสส.หรือผู้บริหารตลอดจนนักการเมืองท้องถิ่นที่สังกัดพรรค ก็ต้องเลือกเฟ้นผู้สมัครจากสมาชิกพรรคเช่นกัน
การพิจารณาเลือกเฟ้น และสร้างกลไกในการตรวจสอบคัดกรองจึงต้องให้ความสำคัญเช่นกัน หาไม่แล้ว กรณีผู้สมัคร หรือแม้แต่ได้เป็นสส.และนักการเมืองท้องถิ่นแล้ว ก็จะเกิดเรื่องร้องเรียนพฤติการณ์ตามมาให้เห็นเนืองๆ อย่างในช่วงที่ผ่านมา จึงเป็นความรับผิดชอบที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้เรื่องสลิปค่าน้ำชา 7 ล้าน จะไม่ใช่กรณีแรกที่เกิดขึ้น แต่เมื่อสะเทือนถึงระดับผู้นำรัฐบาลโดยตรง การเดินหน้าเอาจริงเอาจังต่อผู้ฝ่าฝืนหรือมีเอี่ยว ต้องเข้มข้นไม่ปวกเปียก เพราะเป็นเรื่องเลวร้าย ไม่มีผลดีต่อใคร สำหรับ 'เฟคนิวส์'
อ่านข่าว :
เจอตัวแล้วผู้ใช้นามแฝง Godd Dam ปล่อยสลิปปลอม 7 ล้าน จ่ายค่าน้ำชา "อนุทิน"
ตำรวจแจ้งความเพจ Godd Dam เผยแพร่ข้อความบิดเบือนหมิ่นสถาบันฯ
