"ณัฐยา" จี้ตั้ง กมธ.ศึกษารื้อ 4 กองทุนภาษีบาป ห่วงเงิน 1.4 หมื่นล้านหาย

การเมือง
15:07
จำนวนผู้ชม 43
Thai PBS
"ณัฐยา" จี้ตั้ง กมธ.ศึกษารื้อ 4 กองทุนภาษีบาป ห่วงเงิน 1.4 หมื่นล้านหาย

วันนี้ (29 ต.ค.2569) น.ส.ณัฐยา บุญภักดี สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน แถลงเตรียมเสนอญัตติด่วนต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ 3 กองทุนและ 1 องค์กร ได้แก่ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) กองทุนผู้สูงอายุ และกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ

น.ส.ณัฐยา ระบุว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการเสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับทั้ง 4 แห่ง เพื่อเปลี่ยนวิธีจัดหาเงินจากการรับเงินบำรุงที่มาจากภาษีบาป มาเป็นการขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลว่าต้องการรักษาวินัยการเงินการคลังตามนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลกระทบกว้างขวาง จึงควรศึกษาผลดี ผลเสีย และมาตรการรองรับให้ชัดเจนก่อนเดินหน้าแก้กฎหมาย

ประเด็นที่ต้องพิจารณามีอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ ความต่อเนื่องของงานดูแลกลุ่มเปราะบาง ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ และการดำเนินงานควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่งต้องเผชิญกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่เป็นประจำ หากงบประมาณไม่มีความแน่นอนหรือเกิดช่วงรอยต่อในการจัดสรร อาจกระทบการคุ้มครองประชาชน รวมถึงเพิ่มภาระทางการคลังในระยะยาวจากปัญหาสุขภาพที่ไม่ได้รับการป้องกันอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ณัฐยา ยังเตือนว่า การแก้กฎหมายโดยยังไม่มีมาตรการหรือกลไกทางกฎหมายมารับประกันความต่อเนื่องของเงิน อาจทำให้เกิดช่องว่างในการจัดสรรงบประมาณ โดยเงินที่จัดเก็บเพิ่มเติมได้ประมาณปีละ 14,000 ล้านบาท อาจไม่เข้าสู่ระบบตามวัตถุประสงค์เดิม หากมีการเปลี่ยนผ่านโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน ความเสียหายที่เกิดขึ้นย่อมไม่จำกัดอยู่เฉพาะองค์กรหรือกองทุน แต่กระทบต่อสังคมโดยรวม

น.ส.ณัฐยา มองว่า การเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณไม่ได้เป็นคำตอบโดยตรงของปัญหาความโปร่งใส เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอำนาจบริหารและกลไกกำกับดูแล ปัจจุบันกองทุนและองค์กรเหล่านี้มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีทำหน้าที่กำกับดูแลอยู่แล้ว จึงสามารถใช้อำนาจบริหารยกระดับธรรมาภิบาลและตรวจสอบการดำเนินงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนสถานะให้กลายเป็นหน่วยงานที่ต้องขอรับงบประมาณรายปี

นอกจากนี้ ผลการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับก่อนหน้านี้ พบว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณประมาณร้อยละ 60–80 ขณะเดียวกัน ในช่วง 2–3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ภาคประชาชนได้รวมกลุ่มยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคัดค้านอย่างต่อเนื่อง

พรรคประชาชนจึงเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรเดินหน้าแก้กฎหมายโดยไม่รับฟังเสียงจากประชาชนและผู้ได้รับผลกระทบ การตั้ง กมธ.วิสามัญจะเปิดโอกาสให้ศึกษาปัญหาอย่างรอบด้านและพัฒนาข้อเสนอปฏิรูปที่เหมาะสม แทนการเร่งผลักดันกฎหมายโดยยังไม่มีข้อสรุปเรื่องหลักประกันด้านงบประมาณและผลกระทบต่อภารกิจของแต่ละองค์กร

น.ส.ณัฐยา ย้ำว่า ไม่ควรใช้อำนาจนิติบัญญัติเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเงินขององค์กรเหล่านี้อย่างรวดเร็ว โดยเปรียบเทียบว่าไม่ควรดำเนินการแบบ "หักด้ามพร้าด้วยเข่า" แต่ควรทำให้ข้อเสนอการปฏิรูปมีความชัดเจนและได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ

"ภัณฑิล" ถาม "เอกภพ" เข้าชี้แจง กมธ.ในฐานะใด

ด้านนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อโต้เถียงระหว่างผู้คัดค้านการเปลี่ยนแหล่งเงินของทั้ง 4 องค์กรกับนายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งแสดงจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายว่า ประเด็นดังกล่าวควรสอบถามนายเอกภพโดยตรง

นายภัณฑิลระบุว่า ในวันเดียวกัน คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงตัวแทนกองทุนต่าง ๆ และนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นผู้เสนอแก้ไขกฎหมาย มาให้ข้อมูลต่อกรรมาธิการ แต่นายศุภชัยไม่ได้เข้าร่วม และมีนายเอกภพเข้าชี้แจงแทน

นายภัณฑิลจึงตั้งคำถามถึงสถานะของนายเอกภพว่า เข้ามาให้ข้อมูลในฐานะใด เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขณะที่ร่างกฎหมายดังกล่าวเสนอโดย สส.พรรคภูมิใจไทย จึงต้องการความชัดเจนว่าเป็นการชี้แจงในนามรัฐบาล ในนามพรรคการเมือง หรือในฐานะอื่น

นายภัณฑิลยังกล่าวถึงข้อสังเกตในการประชุมกรรมาธิการว่า องค์กรและกองทุนที่เกี่ยวข้องมีกลไกตรวจสอบอยู่แล้ว ทั้งผ่านคณะกรรมการกำกับดูแล การตรวจสอบของข้าราชการและหน่วยงานที่รับผิดชอบ รวมถึงการตรวจสอบโดยรัฐสภา โดยยกกรณี สสส. ซึ่งมีผู้แทนเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการในวันดังกล่าวเป็นตัวอย่าง จึงเห็นว่าควรอธิบายให้ชัดว่าปัญหาที่ต้องการแก้ไขคืออะไร และเหตุใดจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งเงินแทนการปรับปรุงกลไกตรวจสอบที่มีอยู่

ข้อเสนอของพรรคประชาชนครั้งนี้จึงมุ่งให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแหล่งเงินของทั้ง 4 องค์กรอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะความต่อเนื่องของงบประมาณ ความเป็นอิสระในการทำงาน และหลักประกันว่าเงินที่จัดเก็บจากภาษีจะยังถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อาจส่งผลต่อประชาชนในวงกว้าง

อ่านข่าว :

มูลนิธิองค์กรทำดี ให้ "บุ๋ม ปนัดดา" หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว พร้อมระงับรับบริจาคทุกช่องทาง

นายกฯ เอาผิด "ชัยรัตน์-รักชนก" ปล่อยข้อมูลเท็จ-แชร์สลิปน้ำชา 7 ล้าน

ทบ. ยันดำเนินคดี "ก๊อต อธิป" รุกใช้ที่ดินรัฐ พบเพิ่งเข้าใช้พื้นที่ไม่นาน