โผรัฐมนตรีใหม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ารปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีครั้งแรกมีจำนวนถึง 16 ตำแหน่ง โดยนางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีนำรายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมแล้ว ตังแต่วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา
ขณะที่นายกรัฐมนตรี ระบุว่า หลักการและเหตุผลในการปรับคณะรัฐมนตรีนั้นเพื่อความเหมาะสม เพราะทำงานมาประมาณ 6 เดือนแล้ว อยากมีการปรับในบางส่วน ประกอบกับ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ไม่สบายขอลาออก จึงถือโอกาสนี้ปรับคณะรัฐมนตรีเพื่อความลงตัว และเหมาะสม
นายกรัฐมนตรียังได้ทั้งปฏิเสธว่า การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ไม่ใช่การตรวจการบ้านของคณะรัฐมนตรี ที่ให้ส่งมาก่อนหน้านี้ สำหรับโควต้าพรรคร่วมรัฐบาลนั้นยังคงเหมือนเดิม ซึ่งเป็นหน้าที่ของพรรคร่วม
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกะทรวงพาณิชย์ที่จะถูกปรับย้ายไปดูแลกระทรวงการคลัง เชื่อว่าการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และเป็นการเพิ่มงานให้รัฐมนตรีรับผิดชอบมากขึ้น
สำหรับรัฐมนตรีที่คาดว่าจะถูกปรับพ้นจากคณะรัฐมนตรีมี 9 คน เช่น พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี ,นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ,นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาลมีปรับเปลี่ยนตำแหน่งเดียว คือ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ
ส่วนรัฐมนตรีที่ถูกปรับย้ายตำแหน่ง 6 คน เช่น พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรองนายกรัฐมนตรี ,พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ยังเป็นรองนายกรัฐมนตรี และจากที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปเป็นเจ้ากระทรวงการคลังแทน และนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ขณะที่รัฐมนตรีเข้ามาใหม่มีจำนวน 10 คน เช่น นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรววงคมนาคม, นายอารักษ์ ชลธารนนท์ อดีตผู้บริหารบริษัทไทยคมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ แกนนำ นปช. เป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สำหรับการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มองว่าเป็นการปรับใหญ่ในกรอบเวลาที่รัฐบาลทำงานไม่ถึงครึ่งปี ซึ่งอาจจะเป็นการสะท้อนถึงประสิทธิภาพการทำงานที่ผ่านมาของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี จึงต้องอธิบายเหตุผลการปรับคณะรัฐมนตรีว่าเป็นเรื่องการตอบแทนทางการเมืองแก่ผู้สนับสนุนมากกว่าการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนหรือไม่
ส่วนการโยกนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปเป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความเป็นห่วงตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างนายกิตติรัตน์ กับนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนปัจจุบัน โดยเฉพาะท่าทีในการใช้เงินของนายกิตติรัตน์ รวมถึงการเข้ามาบริหารโครงการจำนำข้าวของนายกิตติรัตน์ก็มีปัญหา
ส่วน พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่จะถูกโยกไปนั่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เห็นว่าที่ผ่านมา พล.อ.ยุทธศักดิ์ ทำงานเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจว่า เป็นการปรับตำแหน่งเพื่อความเหมาะสม หรือปรับเพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน
ขณะที่นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำ นปช. ที่ระบุว่า จะได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีต้องอธิบาย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการตอกย้ำการต่างตอบแทนที่จะสร้างความแตกแยกมากขึ้น
ด้านนายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา เห็นว่ากรณีการปรับนายณัฐวุฒิมาดำรงตำแหน่ง ถือเป็นเรื่องไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำบุคคลที่ยังต้องคดีอยู่มาดำรงตำแหน่ง ถึงแม้ว่าในทางกฎหมาย ศาลยังไม่พิพากษาจนถึงที่สุด และทำให้นายณัฐวุฒิสามารถดำรงตำแหน่งได้ก็ตาม
ส่วน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กล่าวว่า แกนนำผู้ชุมนุมที่ได้รับตำแหน่ง ขัดกับความรู้สึกของประชาชน เพราะในอนาคตอาจกลายเป็นประเพณีที่แกนนำมวลชนที่ออกเคลื่อนไหวอาจได้รับตำแหน่ง โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน
