เตรียมออกหมายจับคนร้ายคดีระเบิดเพิ่ม
ชุดสืบสวนคลี่คลายเหตุระเบิดซอยสุขุมวิท 71 ยังคงเร่งสืบสวนหาความชัดเจนและผู้เกี่ยวข้องกลุ่มผู้ต้องหา หลังศาลอนุมัติหมายจับแล้ว 4 คนคือ นายซาอิด โมราบี ที่ก่อเหตุระเบิดและได้รับบาดเจ็บสาหัส นายมูฮัมหมัด อาซาอิ ที่ถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิ นายมาซุด ซีดากัส ซาเดท ถูกควบคุมตัวที่ประเทศมาเลเซีย และ น.ส.โรฮานี่ ไลลา นอกจากนี้ ยังพบเบาะแสผู้ร่วมขบวนการอีก 1 คนจากหลักฐานภาพกล้องวงจรปิดที่จับภาพชายคนดังกล่าวได้ขณะเดินออกจากบ้านที่เกิดเหตุระเบิดในช่วงเวลา 6.00 - 7.00 น. ของวันที่เกิดเหตุระเบิด
จากข้อมูลการสืบสวน ตำรวจเชื่อว่ากลุ่มผู้ต้องหามีมากกว่าที่ปรากฏในขณะนี้ โดยเบื้องต้นตำรวจมีหลักฐานเพียง 4 คนที่ออกหมายจับได้ โดยนายซาอิด โมราบี ที่ก่อเหตุและได้รับบาดเจ็บ จะถูกดำเนินคดี 5 ข้อหา ประกอบไปด้วยร่วมกันทำและประกอบระเบิด ร่วมกันมีไว้ซึ่งวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้เกิดระเบิด จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กาย พยายามฆ่าพนักงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ส่วนอีก 3 คนถูกตั้งข้อหาเพียง 3 ข้อหาแรกเท่านั้น
สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกตั้งข้อหาแล้วนั้นเริ่มจากนายซาอิด โมราบิ คณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า นายซาอิบได้รับการผ่าตัดเป็นครั้งที่ 2 มีสัญญาณชีพคงที่ การทำงานของระบบหัวใจ และระบบการไหลเวียนโลหิตมีความปกติ แต่ยังต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่ มีความรู้สึกตัวดี สามารถลืมตาเรียก และพยายามขยับตัวเมื่อได้รับการกระตุ้น หรือทำตามคำสั่ง โดยพบว่ามีไข้สูง แต่ไม่มีอาการติดเชื้อของแผลผ่าตัด หรือระบบอื่นๆ ซึ่งระบบทางเดินอาหารยังไม่ทำงาน จึงต้องให้สารอาหารทางหลอดเลือดแทน
การรักษาทางการแพทย์ถือว่าควบคุมได้ แต่ยังต้องคอยดูแลอาการอย่างใกล้ชิด เพราะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจต่อท่อเชื่อมผ่านลำคอเพื่อเข้าหลอดลม ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการรอถอดเครื่องช่วยหายใจ ต้องสังเกตอาการอีกสัก 1 - 2 วัน ถ้าไม่มีอะไรแทรกซ้อน อาจจะถอดเครื่องช่วยหายใจได้
ส่วนนายมูฮัมหมัด อาซาอิ ที่ถูกจับที่สนามบินสุวรรณภูมิ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปร่วมสอบปากคำ โดยระบุว่าผู้ต้องหามีท่าทางผ่อนคลายขึ้น หลังตำรวจติดต่อผู้หญิงไทยที่เคยรู้จักนายมูฮัมหมัด ที่พัทยามาพบ และผู้ต้องหายอมทานข้าวจากที่ไม่ยอมกินอะไรตั้งแต่ถูกจับ
ส่วนนายซีดา การ์ด ซาเดค มะห์ซุส ที่หลบหนีไปยังประเทศมาเลเซียขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนและหมายจับไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว แต่ไม่ใช้สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน เนื่องจากไทยกับมาเลเซียไม่มีสนธิสัญญาร่วมกัน อาจจะต้องใช้สัญญาต่างตอบแทน ซึ่งตามปกติแล้วทางการมาเลเซีย สามารถควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ 14 วัน และหากได้รับการประสานงานมาทางไทยก็พร้อมไปรับตัวมาดำเนินคดีทันที
ขณะที่นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ ระบุว่า ในการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดน อาจไม่สามารถทำได้โดยตรง แตสามารถขอให้ส่งเป็นผู้ร้ายข้ามแดนจากสนธิสัญญาที่ประเทศไทยทำไว้กับประเทศอังกฤษ ซึ่งอังกฤษเคยปกครองมาเลเซียมาก่อน หรืออาจใช้วิถีทางการทูตโดยใช้หลักต่างตอบแทน ซึ่งอัยการสูงสุดจะดำเนินการประสานผ่านกระทรวงการต่างประเทศของไทย ถึงกระทรวงต่างประเทศมาเลเซีย ตาม พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ซึ่งขั้นตอนหลังได้รับหนังสือจากตำรวจ อัยการต้องใช้เวลาในการรวบรวมเอกสาร หลักฐานทางคดี จากพนักงานสอบสวน รวมทั้งการแปลเอกสารเพื่อร่างหนังสือถึงรัฐบาลมาเลเซีย ซึ่งทางการมาเลเซียก็ต้องใช้เวลาพิจารณาหรือการไต่สวนด้วย คาดว่าต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง
สำหรับ น.ส.โรฮานี่ ไลลา ผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอยู่ เบื้องต้น คาดว่า หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วตำรวจจะประสานตำรวจสากลติดตามตัวมาดำเนินคดี และมีรายงานว่าตำรวจมีข้อมูลบ้านพักอีกหลังหนึ่งที่นางไลลา เป็นผู้เช่าไว้ ซึ่งกำลังเตรียมการในการเข้าตรวจสอบ
ส่วนการตรวจสอบห้องเช่าของ 1 ในผู้ต้องสงสัย ในย่านคลองตัน พบห้องอยู่ในสภาพรก ในห้องมีเบ็ดตกปลา เสื้อผ้า และพบวัสดุต้องสงสัยที่ตำรวจให้ความสนใจเป็นอย่างมาก แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เบื้องต้นไม่พบสารประกอบระเบิดภายในห้อง ซึ่งชุดสืบสวนเปิดเผยว่าพยานบริเวณใกล้เคียง ระบุว่าเคยเห็นนางไลลาเคยมาที่นี่ และมาซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์
ขณะที่การตรวจสอบอุปกรณ์ซึ่งเป็นชิ้นส่วน วิทยุทรานซิสเตอร์ ที่ถูกดัดแปลงเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ชนิดขว้างสังหาร ทั้งกระเดื่อง และบูทเตอร์ หรือตัวขยายแรงระเบิด ที่เก็บกู้จากจุดเกิดเหตุ ได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดแล้วว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีขายในประเทศไทย ทำให้ชุดสืบสวนต้องเร่งสืบหาว่าอุปกรณ์เหล่านี้เข้ามาในไทยได้อย่างไร และมีการประกอบกันที่ไหน
