วิเคราะห์แนวโน้มคำวินิจฉัยศาลรธน. 3 แนวทาง
ขณะที่ความเป็นไปได้ในคำนิจฉัยที่จะออกมาในวันนี้มีความเป็นไปได้ทั้ง การผ่านร่างทั้ง 2 ฉบับ, ผ่าน 1 ไม่ผ่าน 1 และไม่ผ่านทั้ง 2 ฉบับ แม้จะมีความเป็นไปได้ในทั้ง 3 กรณี แต่มีการวิเคราะห์ถึงคำถามของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อครั้งที่มีการซักถามคู่ความของทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งดูเหมือนศาลจะมีความสนใจเป็นพิเศษถึงกรณี พ.ร.ก.โอนหนี้
ข้อซักถามกรณีที่ นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือ ในฐานะประธานศาลรัฐธรรมนูญ ซักถามนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะตัวแทนรัฐบาลโดยเฉพาะคำถามถึงเนื้อหาสาระของ พ.ร.ก.ปรับปรุงการบริหารหนี้เงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจำนวน 1,140,000 ล้านบาท หรือ พ.ร.ก.โอนหนี้
ซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเน้นย้ำถึงคำถามว่า เมื่อโอนหนี้แล้วหนี้สาธารณะยังคงอยู่หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่นายกิตติรัตน์ ระบุต่อศาล คือ ยังเป็นหนี้สาธารณะอยู่ หากแต่การโอนเป็นการลดภาระของรัฐบาลลง เพราะไม่ต้องการให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 50 และย้ำว่าเงื่อนไขของ พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก จะไม่เก็บค่าธรรมเนียมเกินกว่าอัตราร้อยละ 1 และระบุว่า การตรากฎหมายเพื่อรองรับการปฏิบัติงานนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในเชิงรูปธรรมให้เกิดขึ้นด้วย
และเมื่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามย้ำถึงเหตุผลที่ต้องออกเป็น พ.ร.ก. นายกิตติรัตน์ ตอบว่า เป็นการทำตามมติคณะรัฐมนตรี และ คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. พร้อมยืนยันว่า เป็นหลักการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยขึ้นอีก โดยในการให้ถ้อยคำนั้น ยังพยายามชี้ให้เห็นว่า ไม่เคยคิดที่จะหลีกเหลี่ยงฝ่ายนิติบัญญัติหรือคำนึงถึงประเด็นทางการเมืองอื่นใด
นอกจากนี้การออก พ.ร.ก.โอนหนี้ของรัฐบาลไม่มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยิ ทั้งที่ในทางปฏิบัติธนาคารแห่งประเทศไทย ควรได้รับทราบข้อเท็จจริงก่อน การโอนหนี้มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการแต่งตัวเลขหนี้สาธารณะให้ต่ำลง ผลสุดท้ายยังกลายเป็นการผลักภาระให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยและประชาชนอีกด้วย
ส่วนกรณีที่นายกิตติรัตน์ระบุว่า ไม่ต้องการให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นเป็นร้อยละ 50 นั้น ความจริงแล้วตามกรอบความมั่นคงทางการคลัง ระบุไว้ว่า ไม่ควรเกินร้อยละ 50 ซึ่งกรณีนี้ทำให้รัฐบาลสามารถก่อหนี้เพิ่มได้ถึง 2 ล้านล้านบาท โดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนในกรณีดังกล่าว
ขณะที่นายคำนูณสิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ฝ่ายผู้ร้องอีกคนหนึ่ง พยายามระบุให้เห็นว่า งบกลางและเงินสำรอง ตามพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี สามารถเบิกจ่ายได้โดยปกติ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบออกเป็น พ.ร.ก. และการโอนหนี้ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะลดลงแต่อย่างใด
เป็นเพียงส่วนหนึ่งของถ้อยคำที่ศาลได้รับฟังจากทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องซึ่งต้องย้ำกับท่านผู้ชมว่า เป็นเพียงการวิเคราะห์ของสื่อมวลชน ที่พยายามชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ ซึ่งจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายวันนี้ ( 22 ก.พ.)
