กมธ.แก้รัฐธรรมนูญไม่แตะต้องหมวดสถาบัน
ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กรรมาธิการพรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์อภิปรายโต้แย้งในประเด็นที่เห็นต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับที่กรรมาธิการพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าการแก้ไขทำได้เฉพาะแก้ไขเพิ่มเติม ไม่ใช่การให้ ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ
ส่วนประเด็นที่กรรมาธิการเห็นตรงกัน คือควรมีการบัญญัติไว้ว่าจะไม่มีการแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2 ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน และ การเปิดกว้างให้ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าร่วมรับฟังการประชุมของกรรมาธิการได้ในทุกนัด
นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการ กล่าวว่า ในการประชุมกรรมาธิการ สัปดาห์หน้าจะเริ่มกระบวนการพิจารณาแก้ไขเป็นรายมาตรา เริ่มตั้งแต่หลักการและเหตุผล ควบคู่กับการรอรับคำแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาที่กำหนดไว้ภายใน 30 วัน
ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ยืนยันถึงความจำเป็นที่ต้องให้อิสระกับสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีการตั้งธงล่วงหน้าจากรัฐบาล และย้ำว่ารัฐบาลไม่มีการแก้ไขประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 อย่างแน่นอน ส่วนกรณีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ขณะนี้ ถือเป็นเรื่องเบี่ยงเบนประเด็น
ส่วนข้อเสนอการยกลเลิกระบบศาลคู่ให้กลับไปใช้ระบบศาลเดี่ยวด้วยการยุบรวมศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครองนั้น ร.ต.อ.เฉลิมปฏิเสธให้ความเห็นว่าระบบศาลเดี่ยว หรือศาลคู่ดีกว่ากัน แต่ย้ำว่าควรมีระบบการตรวจสอบตุลาการศาลให้ชัดเจน
นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรค ที่จะให้ ส.ส.มีกรอบคำแปรญัตติเป็นหลักการรวม 8 ข้อ คือคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์ลงสมัครสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.ต้องไม่เป็นผู้ต้องโทษ การตัดทอนอำนาจประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ส.ส.ร. เนื่องจากเกรงว่าการใช้อำนาจของประธานจะไม่เป็นธรรมและไม่เป็นกลาง ,การทำประชามติต้องทำหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา รวมทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมจะไม่แตะต้องในหมวด 1 รูปแบบการปกครองของรัฐ และหมวด 2 คือพระราชอำนาจและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และการแก้ไข ต้องไม่กระทบต่อองค์กรอิสระและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือทำเพื่อแก้โทษหรือนิรโทษกรรมบุคคลใดๆ ที่มีความผิด ไม่ว่าคดีดังกล่าวจะอยู่ในกระบวนการพิจารณาในชั้นใดก็ตาม
