รองเลขาฯส.พระปกเกล้ายืนยันการทำผลวิจัยปรองดองไม่ได้เป็นเครื่องมือใคร
การจัดเสวนารายงานวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ ตัวแทนสถาบันพระปกเกล้า รศ.วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันยอมรับต่อคำวิจารณ์ที่มีเหตุผล และพร้อมรับผิดชอบกับผลวิจัยที่ออกมาหากเป็นการสร้างความขัดแย้งมากขึ้น
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ระบุว่าผลวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าอาจตกเป็นจำเลยสังคมได้ หากบางฝ่ายนำผลวิจัยไปใช้ประโยชน์เพื่อกลุ่มตัวเอง ทั้งนี้ การทำวิจัยควรอ้างอิงข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาของศาล และข้อสรุปของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห้งชาติ คอป.
พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนาเห็นว่ารายงานแนวทางปรองดองยังขาดสาเหตุความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทั้งก่อน และหลังการปฏิวัติ และขาดการรับฟังความเห็นจากประชาชน และหากด่วนสรุปแนวทางปรองดองด้วยการนิรโทษกรรม และการล้มคดี คตส.อาจนำไปสู่สงครามกลางเมืองได้
พล.ต.สนั่นยังสอบถาม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานกรรมาธิการในฐานะอดีตประธาน คมช.ต่อเบื้องหลังการปฏิวัติรัฐประหาร 2549 ซึ่ง พล.อ.สนธิยอมรับว่าละอายตัวเองในการกระทำครั้งนั้น แต่ไม่ขอตอบเรื่องนี้ โดยให้เวลาเป็นสิ่งพิสูจน์ข้อเท็จจริง
ขณะที่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา และคุณสมบัติของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.กรรมาธิการได้หารือในประเด็นจำนวน และที่มาส.ส.ร. ซึ่งมีแนวคิดยังแตกต่างกัน ทั้งที่คงร่างเดิมตามที่รัฐบาลเสนอคือ มี ส.ส.ร. 99 คน หรือให้มี ส.ส.ร. 100 คน จากการเลือกตั้งทั้งหมดตามร่างของภาคประชาชน
ขณะที่กรรมาธิการพรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้มี ส.ส.ร.150 คน มาจากการเลือกตั้งตามสัดส่วนประชาชน และคัดเลือกจากวิชาชีพ โดยที่ประชุมยังไม่ลงมติเพื่อรอฟังความคิดเห็นจากตัวแทนภาคประชาชน และตัวแทนองค์กรวิชาชีพที่จะมาเสนอความเห็นวันพรุ่งนี้
ทั้งนี้ นายสามารถ แก้วมีชัย ประธานกรรมาธิการ ระบุว่าเมื่อพิจารณาเสร็จสิ้นในทุกประเด็นจึงจะกลับมาลงมติในส่วนที่ค้างการพิจารณาไว้ โดยเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา และทำได้ทันก่อนปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติในวันที่ 18 เมษายนนี้
