เวลาได้ยินชื่อของสิงคโปร์ทีไร หลายคนก็มักจะนึกถึงเรื่องเกาะเล็ก ๆ ที่มีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานคร แต่กลับมีความเจริญก้าวหน้ากว่ามาก ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัว (GDP per capita) มากกว่าประเทศไทยถึง 12 เท่า และการศึกษาที่แข็งแกร่ง การันตีด้วยมหาวิทยาลัย 2 แห่ง ที่สามารถขึ้นติด 20 อันดับแรกของโลกตามการจัดอันดับของ QS World University ซึ่งมีสิงคโปร์เป็นชาติเดียวในอาเซียนเท่านั้นที่ไต่อันดับขึ้นไปสูงขนาดนี้ได้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สิงคโปร์สามารถก้าวมาอยู่ในตำแหน่งหนึ่งในชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอาเซียนได้
โดยพิมพ์เขียวของความสำเร็จของสิงคโปร์สามารถสืบสาวกลับไปได้การวางรากฐานทางนโยบายที่สิงคโปร์นับตั้งแต่ปี 1991 ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (National Science and Technology Board) ซึ่งมีเป้าหมายในการวางแผนผลักดันให้สิงคโปร์พัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง ทะยานขึ้นไปเป็นฟันเฟืองสำคัญในเวทีโลก โดยจะมีการอัปเดตแผนทุก ๆ 5 ปี เพื่อให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก คล้ายกับการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย

ทว่าความแตกต่างระหว่างแผนพัฒนาฯ ของไทย กับแผนพัฒนาฯ ของสิงคโปร์อยู่ที่ว่า แผนพัฒนาฯ ของไทยมักจะเน้นที่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง และมักมีการปรับเปลี่ยนเป้าหมายตามกระแสการเมือง หรือแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า เช่น แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 6-9 มีการเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพช่วงปลายยุค 1980 เพื่อแก้ไขปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรดิน พลังงาน แหล่งน้ำ ป่าไม้ หรือแหล่งประมง ที่เกิดขึ้นจากพัฒนาภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ๆ โดยที่ไม่มีกฎหมายอนุรักษ์ที่เข้มแข็ง
ในขณะเดียวกันแผนการพัฒนาฯ ของสิงคโปร์ได้เน้นไปที่ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีก่อนที่จะเป็นเรื่องงานวิจัยเป็นลำดับแรก หรือก็คือการนำเทคโนโลยีการผลิตของต่างประเทศ มาผลิตในประเทศตัวเองก่อน เนื่องจากทางสิงคโปร์มองว่าการที่ลงทุนทำวิจัยตั้งแต่ต้น จะใช้เวลาผลิดอกออกผลนานเกินไป จึงจำเป็นต้องโฟกัสไปที่การนำรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้นก่อน โดยเน้นไปที่อุตสาหกรรมการผลิตฮาร์ดดิสก์โดยเฉพาะ ส่งผลให้สิงคโปร์กลายเป็นผู้ผลิตส่งออกฮาร์ดดิสก์สู่ตลาดมากกว่า 50% ของผลผลิตรวมทั่วทั่วโลกในยุค 1990 ซึ่งช่วยเป็นรากฐานให้สิงคโปร์สามารถนำเงินไปลงทุนต่อยอดในงานวิจัยได้ภายหลัง
โดยทางรัฐบาลสิงคโปร์ได้ตั้งเป้าว่าจะพยายามทุ่มเงินลงทุนกับภาคงานวิจัยภายในประเทศให้ได้ 1% ของ GDP ทั้งประเทศในทุก ๆ ปี ซึ่งได้ผลิดอกออกมาในปี 2002 ในที่สุด จากการต่อยอดเทคโนโลยีเก็บข้อมูลอย่างฮาร์ดดิสก์ ให้กลายเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดเท่าหัวแม่มือที่มีชื่อทางการค้าว่า ‘ทัมบ์ไดรฟ์’ (Thumb Drive) หรือ ‘แฟลชไดรฟ์’ (Flash Drive)

ก้าวย่างสำคัญในช่วงทศวรรษ 2000 นี้ จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากการใช้เทคโนโลยีคนอื่นมาเป็นการคิดค้นนวัตกรรมของตัวเองอย่างเต็มตัว โดยรัฐบาลสิงคโปร์ได้ยกระดับหน่วยงานคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ฯ ขึ้นเป็น ‘องค์การเพื่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและงานวิจัย’ (A*STAR—Agency for Science, Technology and Research) ในปี 2002 ซึ่งต่อมามีการทุ่มงบประมาณสร้าง Biopolis ที่เป็นศูนย์รวมงานวิจัยด้านชีวการแพทย์ที่ดึงดูดนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิจากทั่วโลกมาไว้ด้วยกัน จนสิงคโปร์กลายเป็นผู้นำในการคิดค้นนวัตกรรมการแพทย์ที่เปลี่ยนโลก เช่น การสร้างไมโครชิปที่สามารถตรวจโรคมะเร็งได้อย่างแม่นยำที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ในปี 2025 ที่ผ่านมามีรายงาน GDP ของสิงคโปร์กว่า 21.6% มาจากการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่ว่าจะเป็น ชิปคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ชีวการแพทย์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติ (Automation) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นยนต์ จนทำให้สิงคโปร์กลายเป็นฐานการผลิตที่ล้ำสมัยที่สุดในอาเซียน ทั้งยังมีบริษัทข้ามชาติระดับโลกกว่า 46% เลือกปักหมุดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สิงคโปร์อีกด้วย แสดงให้เห็นว่าสิงคโปร์ยังมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการบริหาร ไม่ใช่ฐานการผลิตเพียงอย่างเดียว

มิหนำซ้ำ GDP ที่เหลืออีกประมาณ 18.6% ในปี 2025 นั้นยังมาจากกลุ่มเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น พวกซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย (Cybersecurity) ซอฟต์แวร์ระบบการเงินการธนาคาร (E-Payment) และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการพัฒนานวัตกรรมทั้งสิ้น ส่วนประเทศไทยนั้นยังคงดูเหมือนว่ายังติดหล่มกับดักบางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถนำงานวิจัยมาต่อยอดเป็นนวัตกรรมออกสู่ตลาดจริง ๆ ได้ ทำให้ประเทศไทยยังคงพึ่งพาเทคโนโลยีการผลิตของต่างชาติเสมอมา โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรถยนต์ จนมีคำกล่าวว่าประเทศไทยกำลังผลิตของที่โลกไม่ต้องการ
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าลำดับขั้นความสำเร็จของสิงคโปร์เกิดจากการเรียนรู้ที่จะใช้ เทคโนโลยีเพื่อหาเงินเข้าประเทศก่อน จากนั้นจึงลงทุนในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างองค์ความรู้ของตัวเอง และลงท้ายด้วยการเปลี่ยนความรู้นั้นให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนในที่สุด เป็นการวางแผนในระยะยาวหลักสิบปี ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้เกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ยังคงทิ้งห่างเพื่อนบ้านในภูมิภาค และยืนหยัดอยู่แถวหน้าของเศรษฐกิจโลกได้อย่างสง่างาม ตามคำขวัญประจำชาติของประเทศที่ว่า ‘Onward Singapore’ หรือ จงมุ่งทะยานไปข้างหน้า… สิงคโปร์
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : georank, topuniversities, nrf.gov
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




















