ในขณะที่คนไทยหลายคนอาจจะยังติดภาพจำว่า เวียดนามยังเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ตามหลังไทยอยู่ มีแต่คนขับรถจักรยานยนต์เต็มเมือง แต่ความจริงแล้วในปัจจุบันเศรษฐกิจของเวียดนามอาจกำลังจะแซงไทยได้จริงภายในปี 2026 นี้ตามการรายงานของสำนักข่าว Nikkei Asia ด้วยอัตราการเติบโตของ GDP ที่ทะยานแตะระดับ 8.02% ในปีก่อนหน้า โดยมีรากฐานมาจากอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปชิปเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ซึ่งหมายความว่าเวียดนามมีทั้งความสามารถในการผลิตชิป ทดสอบ และแปรรูปให้กลายเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น คอมพิวเตอร์ และสมาร์ตโฟน แบบครบวงจร ต้นน้ำยันปลายน้ำ ขณะที่เศรษฐกิจของไทยยังคงพึ่งพาการผลิตรถยนต์สันดาปและฮาร์ดดิสก์ ที่เริ่มเสื่อมความนิยมลงเป็นสินค้าส่งออกหลักอยู่

ความน่ากังวลของไทยไม่ได้อยู่ที่เวียดนามผลิตของได้เยอะกว่าและมีสินค้าที่โลกต้องการเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรม ผ่านยุทธศาสตร์ชาติที่ชื่อว่า Resolution 57 ซึ่งรัฐบาลเวียดนามประกาศชัดเจนว่าจะผันตัวเป็นฐานการออกแบบชิประดับโลก โดยตั้งเป้าสร้างบริษัทออกแบบชิปให้ได้ถึง 100 แห่งภายในปี 2030 ไม่ได้เป็นแค่โรงงานรับจ้างประกอบอีกต่อไป เห็นได้จากความทะเยอทะยานในการพัฒนาเมืองดานัง Silicon Bay ให้เป็นศูนย์การวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก จนสามารถดึงยักษ์ใหญ่อย่างบริษัท Intel, Samsung และล่าสุด Nvidia ให้เข้ามาตั้งศูนย์ข้อมูลและวิจัย AI ขนาดใหญ่ได้สำเร็จ ซึ่งภายในปี 2025 ในปีเดียวเวียดนามมีการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) พุ่งสูงถึง 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
![]()
ในแง่การศึกษารัฐบาลเวียดนามประกาศกร้าวว่าจะปั้นวิศวกรเซมิคอนดักเตอร์ให้ได้ถึง 50,000 คนภายในปี 2030 ผ่านโมเดล C = SET + 1 มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก โดยที่ C นั้นก็คือ ‘ชิป’ ที่เป็นเป้าหมายสูงสุดที่รัฐบาลโฟกัส ส่วน SET คือฟันเฟืองที่ประกอบด้วย S (Specialized) ผู้เชี่ยวชาญ E (Electronics) พื้นฐานด้านอิเล็กทรอนิกส์ และ T (Talent) การปั้นบุคลากรระดับหัวกะทิ ซึ่งเลข +1 ที่ตามท้ายมานั้นหมายถึงตัวเวียดนามเองที่จะกลายเป็นศูนย์กลางใหม่ของโลก ต่างกับภาพของการศึกษาไทยที่ยังคงติดหล่มอยู่กับหลักสูตรที่ปรับตัวช้า และการผลิตบัณฑิตที่ยังไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต จนทำให้ประเทศไทยกำลังขาดแคลนแรงงานทักษะสูงที่จะมาดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ
สะท้อนให้เห็นว่าในขณะที่ไทยกำลังเผชิญกับภาวะสมองไหลและสังคมสูงวัย เวียดนามกลับใช้ความได้เปรียบของโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว (Golden Population) มาเป็นอาวุธ ผ่านการเติมเต็มทักษะแห่งอนาคตเข้าไปอย่างตรงจุด ที่ป้อนเข้าสู่ Silicon Bay ได้อย่างต่อเนื่อง เป็นพิมพ์เขียวด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเวียดนามเลยก็ว่าได้

หากเราซูมเข้าไปดูที่จุดเริ่มต้นอย่างการศึกษาในระดับประถมและมัธยม เราจะยิ่งเห็นความต่างที่น่าตกใจ เพราะในขณะที่ระบบการศึกษาไทยยังวนเวียนอยู่กับการท่องจำ แต่เด็กนักเรียนเวียดนามกลับถูกเคี่ยวไปด้วยหลักสูตรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่เข้มข้น กว่ามาตรฐานสากลไปไกล เห็นได้ชัดจากคะแนน PISA ในด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่เด็กเวียดนามมักจะทำคะแนนได้สูงติดอันดับ Top 20 ของโลกมาโดยตลอด และเป็นที่ 2 ของ ASEAN รองจากสิงคโปร์เท่านั้น ในขณะที่ไทยหล่นไปเป็นลำดับที่ 5 ในปี 2022 โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ที่เน้นเรื่องตรรกะและโครงสร้าง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมชิปเซมิคอนดักเตอร์
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการวางแผนเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคตของเวียดนามได้เป็นอย่างดี แม้ว่าในความเป็นจริงเส้นทางของเวียดนามเองก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เนื่องจากเวียดนามมักเผชิญกับปัญหาด้านพลังงานโตตามความต้องการของอุตสาหกรรมไม่ทัน จนเกิดไฟดับซ้ำซากในนิคมอุตสาหกรรมทางตอนเหนือของประเทศ ที่เคยทำเอาบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Samsung หรือ Foxconn ต้องกุมขมับมาแล้ว หรือแม้แต่ข่าวการคอร์รัปชันที่ยังเป็นปัญหาหลักของเวียดนาม
อย่างไรก็ดีรัฐบาลเวียดนามก็มีความพยายามที่จะตอบโต้ ไม่ได้นิ่งนอนใจหรือแค่แก้ปัญหาแบบผักชีโรยหน้า ด้วยการรื้อระบบผังเมืองและทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อดึงไฟจาก สปป.ลาว และจีนเข้ามาเสริม พร้อมกับเร่งสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานสะอาด เพื่อให้ทันความต้องการของอุตสาหกรรมชิป ส่วนเรื่องคอร์รัปชันการมีการปราบปรามครั้งใหญ่ ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนในระยะยาว โดยในปี 2025 ศาลเวียดนามได้สั่งจับกุมอดีตเจ้าหนี้รัฐในข้อหาคอร์รัปชันมากกว่า 30 ราย

หากไทยประเทศไทยยังไม่สามารถสลัดนโยบายเก่า ๆ และหันมาผ่าตัดระบบการศึกษาเพื่อสร้างรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งอย่างจริงจัง วันที่เราต้องมองแผ่นหลังของพญามังกรเวียดนามที่ทิ้งห่างไปแบบไม่เห็นฝุ่น ก็คงไม่ใช่แค่คำทำนายอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่กำลังเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลกปี 2026 นี้เอง
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : asia.nikkei, thailand-business-news, vietcetera
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



















