รู้จัก “ท่าอวกาศยาน” หรือ Spaceport พร้อมวิเคราะห์จุดแข็งและข้อได้เปรียบของประเทศไทย สู่โอกาสของเศรษฐกิจอวกาศใหม่ที่ไม่ควรพลาดไป
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา บริษัท Startup อินเดียชื่อ Skyroot Aerospace ประสบความสำเร็จในการทดสอบจรวดวิกรัม-1 (Vikram-1) ขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ นับเป็นบริษัทเอกชนเจ้าแรกของประเทศอินเดียที่สามารถพัฒนาจรวดขึ้นสู่วงโคจรรอวกาศ (Orbital Class) โดยการนำส่งครั้งนี้ เกิดขึ้นที่ ท่าอวกาศยานสตีษ ธวัน (Satish Dhawan Space Centre) เมืองศรีหริโกฏ รัฐอานธรประเทศ ซึ่งดูแลโดยหน่วยงานอวกาศประเทศอินเดีย (ISRO)
ศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซา รัฐฟลอริดา สหรัฐ ภาพจาก NASA
โดย GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ให้ข้อมูลว่า ท่าอวกาศยานนี้ เป็นท่าอวกาศยานหลักของประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ติดชายฝั่งตะวันออก หันหน้าเข้าสู่อ่าวเบงกอล มีลานปล่อยจรวดหลายขนาด ตั้งแต่สำหรับภารกิจส่งยานไปดวงจันทร์ จนถึงส่งดาวเทียมวงโคจรใกล้โลก ซึ่งดาวเทียมธีออส-2เอ (THEOS-2A) ก็ถูกนำส่งจากท่าอวกาศยานนี้เช่นกัน
การนำส่งจรวดวิกรัม-1 ครั้งนี้ จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากประเทศอินเดียไม่มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ทั้งท่าอวกาศยาน และอุตสาหกรรมจรวดที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการผลักดันการส่งเสริมภาคเอกชนอวกาศใน รัฐบาลยุคของ นเรนทระ ทาโมทรทาส โมที (Narendra Damodardas Modi) ที่เน้นการใช้โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ภาครัฐ มาส่งเสริมผู้เล่นภาคเอกชนทั้งห่วงโซ่อุปทาน และในวันนี้ ประเทศอินเดียสามารถประกาศได้อย่างเต็มตัวถึงก้าวสำคัญ ผลสำเร็จในการส่งเสริมภาคเอกชน ให้สามารถมีเทคโนโลยีแข่งขันในอุตสาหกรรมอวกาศโลก
ศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซา รัฐฟลอริดา สหรัฐ ภาพจาก NASA
จากที่ศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ตอบกระทู้ถามสดในที่ประชุม สว. เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ถึงแผนการศึกษา "ท่าอวกาศยานไทยเพื่อสันติ" (Commercial Spaceport for Peaceful Purposes) อย่างละเอียด ทำให้เกิดความสนใจถึงเรื่องท่าอวกาศยานในวงกว้าง และโอกาสของไทยในการพัฒนาอย่างจริงจัง
ท่าอวกาศยาน ไม่ได้มีแค่ฐานปล่อยจรวด ที่ใช้ในการขึ้นบินของพาหนะนำส่งเพียงเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการนำส่งอย่างรอบด้าน อาทิ อาคารประกอบและติดตั้งดาวเทียม ระบบจัดเก็บและจ่ายเชื้อเพลิง อาคารควบคุมการปล่อยภารกิจ สถานีสนับสนุนภาคพื้นดิน และระบบขนส่ง เป็นต้น เพื่อให้จรวดและอวกาศยานสามารถขึ้นบินได้อย่างปลอดภัยที่สุด
ตัวอย่างของท่าอวกาศยานอันเป็นที่รู้จัก ได้แก่ ศูนย์อวกาศเคนเนดีของ NASA ที่รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวนของ CASC ในประเทศจีน ท่าอวกาศยานไบโคนูร์ ของ ROSCOSMOS ในบริเวณประเทศคาซัคสถาน และศูนย์อวกาศเกียนา ของ ESA ณ เฟรนช์เกียนา จังหวัดโพ้นทะเลของฝรั่งเศส ซึ่งท่าอวกาศยานเหล่านี้มีความคล้ายกัน คือตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกับเส้นศูนย์สูตรที่สุด เพื่อใช้ประโยชน์จากแรงเหวี่ยงในการหมุนรอบตัวเองของโลก ให้ประหยัดเชื้อเพลิง และเข้าถึงวงโคจรได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การที่มีที่ตั้งในละติจูดที่ต่ำ จะสามารถรองรับการนำส่งสู่วงโคจรแบบลาดเอียงต่ำ (Low-inclination Orbit) ที่กำลังเป็นวงโคจรที่มีลูกค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป็นที่ต้องการจากประเทศใกล้เส้นศูนย์สูตร
ภาพซ้าย วันที่ 14 สิงหาคม 2560 จรวด Falcon 9 ทะยานขึ้นจากฐานปล่อยจรวดหมายเลข 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีของนาซา ภาพขวา วันที่ 18 สิงหาคม 2560 จรวด Atlas V ของ United Launch Alliance ทะยานขึ้นจากฐานปล่อยจรวดหมายเลข 41 ที่ฐานทัพอากาศเคปคานาเวอรัล เพื่อส่งดาวเทียมติดตามและส่งข้อมูลของนาซาขึ้นสู่วงโคจร ภาพจาก NASA/Tony Gray and Sandra Joseph
ประเทศไทย ซึ่งมีตำแหน่งที่ตั้งใกล้กับเส้นศูนย์สูตร และชายฝั่งเปิดยาวตลอดแนวภาคใต้ จึงมีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์ พร้อมกับมีพื้นที่อ่าวไทยเป็นเขต Drop Zone เพื่อปลดจรวดส่วนต่าง ๆ ออกไปได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนหรือบ้านเรือนผู้คน โดย GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการจัดตั้งท่าอวกาศยาน ร่วมกับ บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ จำกัด หรือ KPMG
จากผลศึกษาความเป็นไปได้ พบว่าการสร้าง Spaceport จะสร้างผลตอบแทนทางสังคม อาทิ การสร้างงาน ยกระดับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านอวกาศ และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยศาสตราจารย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ระบุว่าจะใช้โมเดลร่วมทุน PPP หรือ Public-Private Partnership ระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อไม่เป็นการใช้งบประมาณแผ่นดินสูงไป และยังได้ผลประโยชน์ Spillover Effect จากการดึงดูดอุตสาหกรรมขั้นสูงอื่น ๆ เข้ามาในประเทศไทย
โรดแมปการสร้างท่าอวกาศยานไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางของอาเซียน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 (ปีที่ 1-2): ศึกษาความเป็นไปได้ในทุกมิติ และผลักดัน พ.ร.บ. กิจการอวกาศ
ระยะที่ 2 (ปีที่ 3-5): คัดเลือกพื้นที่ เปิดประมูล และเริ่มการก่อสร้าง พร้อมเปิดทดสอบเที่ยวบินแบบ Sub-orbital เพื่อทดสอบ
ระยะที่ 3 (ปีที่ 6-10): เปิดให้บริการแบบ Orbital Flight เข้าสู่วงโคจร มุ่งสู่การเป็นฮับเศรษฐกิจอวกาศแห่งอาเซียน
ศูนย์ปล่อยยานอวกาศเหวินชางทางตอนใต้ของจีน ภาพจาก AFP
เพื่อสนับสนุนภารกิจการสร้างท่าอวกาศยาน GISTDA ในฐานะหน่วยงานอวกาศของไทย ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อรองรับกับอุตสาหกรรมอวกาศในประเทศ ตั้งแต่ศูนย์ประกอบและทดสอบดาวเทียมแห่งชาติ หรือ NAIT ระบบจัดการจราจรอวกาศ (STM) และการสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะวิศวกรดาวเทียมที่ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ และสามารถสร้างดาวเทียมได้เองในประเทศ ที่พร้อมถ่ายทอดข้อมูลให้กับผู้ประกอบการ ตลอดจนเยาวชนที่สนใจในสายงานด้านอวกาศ เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอวกาศไทย
และสิ่งสำคัญที่ GISTDA กำลังขับเคลื่อน ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรในขณะนี้ คือการปลดล็อคข้อจำกัด การทดลอง วิจัยเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจรวดวิจัย ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาจรวดขึ้นสู่วงโคจรอวกาศ เปิดพื้นที่ให้นักวิจัยไทย บริษัท Startup ในประเทศไทย สามารถนำส่งจรวดขึ้นได้บนแผ่นดินไทย เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ ที่ต้องส่งเสริมควบคู่ไปกับการพัฒนาท่าอวกาศยาน
ในช่วงเวลาที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจอวกาศใหม่ การพัฒนาท่าอวกาศยาน หรือ Spaceport เป็นหมุดหมายที่สำคัญต่อการยกระดับประเทศไทย จากผู้ซื้อดาวเทียมในอดีต สู่ผู้เล่นที่มีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรม ที่จะมีมูลค่าสูงกว่า 35 ล้านล้านบาทในอีกไม่กี่ปีจากนี้ และแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทย บริษัทไทย ว่ามีความพร้อมและความสามารถในด้านอวกาศเช่นเดียวกับชาติอื่น ๆ
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : GISTDA สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









