ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
นักวิทย์รู้ได้ไง? ว่า “ไดโนเสาร์” มีหน้าตาเป็นแบบไหน
วิทยาศาสตร์

นักวิทย์รู้ได้ไง? ว่า “ไดโนเสาร์” มีหน้าตาเป็นแบบไหน

จิราภพ ทวีสูงส่ง04 ก.ย. 6913 นาที7 ชั่วโมงที่แล้ว

เคยสงสัยไหม? ในเมื่อสิ่งที่พบเจอมีเพียงเพียงกระดูกไดโนเสาร์ซึ่งกลายเป็นฟอสซิล แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่ารูปร่างหน้าตาภายนอกของไดโนเสาร์เป็นอย่างไร Thai PBS Sci & Tech พาไปหาคำตอบ

ขนาดตัวอักษร

แม้ว่า “ไดโนเสาร์” จะเคยอาศัยอยู่บนโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน แต่ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ไดโนเสาร์ไม่ได้เป็นปริศนาลึกลับเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้ว โดยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากการศึกษาพฤติกรรม นิสัย และอาหารการกินของไดโนเสาร์แล้ว นักบรรพชีวินวิทยา นักวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยยังเชี่ยวชาญในการสร้างและวาดภาพรูปลักษณ์ของไดโนเสาร์ขึ้นมาใหม่ โดยลงรายละเอียดอย่างเฉพาะเจาะจง เช่น พื้นผิวและสี

สู่คำถามที่หลายคนอาจสงสัย นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ระบุรายละเอียดของสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อนได้อย่างไร? แต่ปรากฏว่าจริง ๆ แล้ว นักวิทยาศาสตร์รู้เกี่ยวกับรูปลักษณ์ของไดโนเสาร์มากกว่าที่คนทั่วไปคิด

ขุดกระดูกไดโนเสาร์

ทราบได้อย่างไรว่า “ไดโนเสาร์” มีหน้าตาอย่างไร?

แน่นอนว่ามีไดโนเสาร์ที่นักวิทยาศาสตร์ทราบข้อมูลมากมาย และไดโนเสาร์ที่แทบไม่รู้จักเลย ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับสัตว์ในกลุ่มที่กว้างใหญ่และหลากหลายเช่นนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่เหมารวมไดโนเสาร์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบในการสร้างภาพไดโนเสาร์ขึ้นใหม่ แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ “นักบรรพชีวินวิทยา” ซึ่งเป็นนักวิชาการที่ทำการวิจัยสัตว์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพื่อวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์ และ “ศิลปินบรรพชีวินวิทยา” ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ที่มีพื้นฐานด้านบรรพชีวินวิทยา แต่ให้ความสำคัญกับการวาดภาพสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นในเชิงศิลปะมากกว่า

ทีเร็กซ์

รู้จักการจำลอง “ไดโนเสาร์”

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ มีเครื่องมือหลักสามอย่างให้เลือกใช้ เครื่องมือแรกและตรงไปตรงมากที่สุดก็คือ “ฟอสซิล” โดยอาจรวมถึงฟอสซิลกระดูกและชิ้นส่วนโครงกระดูก แต่ยังรวมถึงสิ่งของที่กลายเป็นฟอสซิลจากสภาพแวดล้อมที่ไดโนเสาร์อาศัยอยู่ด้วย เครื่องมือที่สองคือ เนื้อเยื่ออินทรีย์ที่กลายเป็นมัมมี่ ซึ่งตรงกันข้ามกับความเชื่อที่แพร่หลาย มีตัวอย่างชิ้นส่วนผิวหนังที่กลายเป็นมัมมี่จากยุคไดโนเสาร์อยู่มากมาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีฟอสซิลและเนื้อเยื่ออินทรีย์ นักบรรพชีวินวิทยาและนักวาดภาพบรรพชีวินวิทยาจึงต้องอาศัยการเปรียบเทียบทางกายวิภาค ระหว่างไดโนเสาร์กับสัตว์ที่สืบเชื้อสายมาจากพวกมัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่าการเปรียบเทียบเชิงวิวัฒนาการ (phylogenetic bracketing) ซึ่งเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่นักชีววิทยาและนักบรรพชีวินวิทยาใช้ เพื่อคาดคะเนลักษณะหรือพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้ว โดยอาศัยการวิเคราะห์ตำแหน่งทางวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น ท่ามกลางญาติสนิทที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์ทราบอย่างแน่ชัดว่าทีเร็กซ์อยู่ในตำแหน่งใด บนแผนผังวิวัฒนาการแบบแตกแขนง โดยมีจระเข้อยู่ด้านหนึ่งและนกอยู่ด้านหนึ่ง แน่นอนว่าเทคนิคนี้อาจถูกเข้าใจผิด หรือนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ สัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้เป็นตัวแทนที่สมบูรณ์แบบของบรรพบุรุษของกลุ่มต่าง ๆ จากหลายร้อยล้านปีก่อน แต่ละกลุ่มมีประวัติวิวัฒนาการของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็เป็นเครื่องมือที่ดีที่ควรมีไว้ในชุดเครื่องมือ

ทีเร็กซ์
ทีเร็กซ์

5 การสร้าง “ไดโนเสาร์จำลอง” ที่ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์

เมื่อนักบรรพชีวินวิทยาและศิลปินด้านบรรพชีวินวิทยาทำการสร้างภาพไดโนเสาร์ขึ้นมาใหม่ ทั้งคู่มักจะเริ่มจากภายในสู่ภายนอก กล่าวคือ จะเริ่มจากโครงกระดูกแล้วค่อยสร้างรายละเอียดบนพื้นผิว

1. เริ่มต้นด้วยโครงกระดูกและท่าทางของไดโนเสาร์

ขั้นตอนแรกนี้ จะช่วยให้สามารถกำหนดรูปร่างพื้นฐานของไดโนเสาร์ได้ โดยการสร้างโครงกระดูกขึ้นใหม่จากฟอสซิล เช่น กระดูก เปลือก และฟัน รวมถึงสิ่งอื่น ๆ ที่แข็งแรงพอที่จะคงสภาพเป็นฟอสซิลได้

Mike Benton นักบรรพชีวินวิทยาด้านสัตว์มีกระดูกสันหลัง มหาวิทยาลัยบริสตอล สหราชอาณาจักร กล่าวว่า การประกอบโครงกระดูกขึ้นใหม่เป็นงานทางนิติวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับที่ตำรวจทำ และตนเองคิดว่าคนส่วนใหญ่คงเข้าใจว่าโครงกระดูกที่เห็นในพิพิธภัณฑ์ หรือในภาพถ่ายนั้นค่อนข้างแม่นยำ

จากโครงกระดูก ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถอนุมานท่าทาง และท่วงท่าการยืนของสิ่งมีชีวิตนั้นได้ ทำให้สามารถเปรียบเทียบกับฟอสซิลรอยเท้าของไดโนสาร์ได้ รายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ทราบถึงสิ่งต่าง ๆ เช่น ตำแหน่งและระยะห่างระหว่างเท้าขณะเดิน เป็นต้น จากนั้นก็มาถึงการจำลองและการสร้างแบบจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ โดยผู้เชี่ยวชาญจะใช้การคาดการณ์นี้ เพื่อทำความเข้าใจว่าสัตว์มีน้ำหนักมากที่สุดหรือมีพละกำลังมากที่สุดที่ส่วนใดของร่างกาย

2. การเติมรายละเอียด รูปร่าง และขนาดของร่างกายให้สมบูรณ์

Mark Witton นักบรรพชีวินวิทยาและนักวาดภาพบรรพชีวินวิทยา มหาวิทยาลัยพอร์ตสมัธ (University of Portsmouth) สหราชอาณาจักร กล่าวว่า มีชิ้นส่วนเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่ยังคงสภาพอยู่บ้าง ในไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วบางชนิด แต่ที่สำคัญกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถใช้กระดูกฟอสซิลที่มีร่องรอยการยึดติดของกล้ามเนื้อเพื่อเติมเต็มช่องว่างเหล่านั้นได้

นอกจากนี้ เนื่องจากโครงสร้างของกล้ามเนื้อค่อนข้างคงที่ในอาณาจักรสัตว์ ตั้งแต่มนุษย์ไปจนถึงจระเข้ ผู้เชี่ยวชาญจึงสามารถศึกษาจากสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่และคาดเดาโครงสร้างของกล้ามเนื้อในสัตว์มีกระดูกสันหลังที่สูญพันธุ์ไปแล้วได้ค่อนข้างแม่นยำ แม้จะยังมีเรื่องที่น่าเสียดายอยู่ก็คือ ยังไม่ชัดเจนว่ากล้ามเนื้อเหล่านั้นจะมีขนาดใหญ่หรือฝ่อไปมากน้อยเพียงใด

จากซากดึกดำบรรพ์นั้น เรื่องนี้ไม่ชัดเจนเสมอไป และแน่นอนว่านักวิทยาศาสตร์รู้ว่า เรื่องนี้มีความแปรผันอย่างมากในสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ เช่นเดียวกัน การทำความเข้าใจว่าไดโนเสาร์อาจมีเนื้อเยื่อไขมันสะสมอยู่หรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องยาก เพราะสิ่งนี้แทบไม่มีหลักฐานใด ๆ ในบันทึกฟอสซิลเลย แม้ว่าจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้างก็ตาม

3. ลงชั้นผิวและเนื้อสัมผัส

Mark Witton อธิบายว่า ผิวหนังสามารถคงสภาพอยู่ได้บ่อยกว่าที่คิด แต่ก็ไม่บ่อยเท่าที่ต้องการเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญถึงกับสร้างแผนที่แสดงชนิดของผิวหนังที่แตกต่างกัน ตลอดวิวัฒนาการของไดโนเสาร์ เพื่อใช้ในการทำนายสายพันธุ์ที่ไม่มีผิวหนังที่คงสภาพอยู่ให้ตรวจสอบ

ในทำนองเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญสามารถใช้รอยบุ๋ม รอยพับ และร่องรอยของหลอดเลือดจากพื้นผิวของกระดูกเพื่อช่วยในการคาดเดาประเภทของผิวหนังที่ปรากฏอยู่ด้านบน ขณะที่ ผิวหนังและกระดูกจะมีการปฏิสัมพันธ์กันเมื่ออยู่ใกล้กันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผิวหนังแข็งหรือเป็นเกล็ด ถึงอย่างนั้น ขนาดที่ใหญ่โตมโหฬารของไดโนเสาร์หลายชนิด ทำให้ยากที่จะคาดเดาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไปสู่ลักษณะโดยรวมทั้งหมด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การรู้ว่าผิวหนังบริเวณขาของซอโรพอดเป็นอย่างไร อาจใช้ไม่ได้กับทุกส่วนของร่างกายสัตว์ขนาดมหึมาเช่นนั้น

4. การเติมสีและวัสดุปิดคลุม

ในปี 1996 นักบรรพชีวินวิทยาในประเทศจีนค้นพบ ฟอสซิลไดโนเสาร์มีขนเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่นั้นมา มีการค้นพบไดโนเสาร์มีขนที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีอีกเกือบ 50 ชนิด การค้นพบครั้งแรกนี้ ช่วยยืนยันว่าไดโนเสาร์บางชนิดมีขนจริง ซึ่งช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสีของไดโนเสาร์โดยทั่วไป

จากนั้น การตรวจสอบซากขนเหล่านี้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์เผยให้เห็นว่า พวกมันถูกห่อหุ้มด้วยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ในตอนแรกนั้นถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแบคทีเรีย

แต่ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 นักวิชาการได้เสนอคำอธิบายทางเลือกอื่น โดยเปิดเผยว่าโมเลกุลที่มีรูปร่างยาวคล้ายไส้กรอกนั้น แท้จริงแล้วคือ “เมลาโนโซม” (Melanosome คือออร์แกเนลล์ “Organelle” หรือโครงสร้างภายในเซลล์สัตว์ ที่ทำหน้าที่สร้าง เก็บรักษา และขนส่งเม็ดสีเมลานิน) ซึ่งเป็นเซลล์ที่บรรจุเมลานินที่ให้สีแก่เส้นผมในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและขนในนก ในปี 2010 ห้องปฏิบัติการของเบนตัน (Benton’s lab) ได้ตีพิมพ์งานวิจัยที่อธิบายวิธีการระบุสีให้กับไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ โดยพิจารณาจากรูปร่างของเมลาโนโซมที่แตกต่างกัน

จากข้อเท็จจริงที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสีและรูปร่างนั้น เหมือนกันทั้งในนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทำให้นักวิทยาศาสตร์มั่นใจว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มฟอสซิลเกือบทุกกลุ่มได้ เซลล์เม็ดสีเหล่านี้มีการจัดเรียง ความหนาแน่น และทิศทางที่แตกต่างกัน ซึ่งให้ข้อมูลเกี่ยวกับลวดลาย ลาย และการจัดเรียงสีของไดโนเสาร์

5. วาดใบหน้าของไดโนเสาร์

ขั้นตอนสุดท้ายนี้ อาจเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เนื่องจากอาจเป็นส่วนที่ถกเถียงกันมากที่สุดในการสร้างภาพลักษณ์ของไดโนเสาร์ขึ้นมาใหม่ ก็คือการกำหนดว่าใบหน้าของพวกมันมีลักษณะอย่างไรกันแน่ นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าวว่า พื้นผิวของกระดูกภายนอกที่ละเอียดบนใบหน้าของทีเร็กซ์นั้น เหมือนกับของจระเข้ ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ที่ศึกษาข้อมูลเดียวกันเชื่อว่า มันสอดคล้องกับสัตว์ที่มีเนื้อเยื่ออ่อนบนใบหน้าจำนวนมาก และมีผิวหนังสะสมอยู่รอบขอบขากรรไกรเป็นจำนวนมาก

ในอนาคตอันใกล้ หากนักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาอย่างถูกต้อง ก็มีความเป็นไปได้ว่าน่าจะสามารถสร้างแบบจำลองมาตรฐานสำหรับสิ่งต่าง ๆ เช่น ใบหน้าของทีเร็กซ์ (T-Rex) หรือใบหน้าของไดโนเสาร์อย่างไทรเซราทอปส์ (Triceratops) ได้ โดยขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ทำได้แล้วในไดโนเสาร์มีเขาบางชนิด

ใบหน้าของ “ไดโนเสาร์” ไม่ใช่ประเด็นถกเถียงเพียงอย่างเดียว เมื่อพูดถึงรูปลักษณ์โดยรวมของไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอว่า ควรวาดภาพเฉพาะสิ่งที่ทราบแน่ชัดเท่านั้น ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์อื่น ๆ คิดว่า ผู้เชี่ยวชาญควรใช้การคาดเดาอย่างมีเหตุผล เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ทางด้านรูปลักษณ์ของการมีอยู่ของพวกมัน

มีสิ่งแปลกประหลาดสุดขั้วมากมายเกิดขึ้นในสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ และสิ่งเหล่านั้นก็มีอยู่ในสัตว์โบราณอย่างไดโนเสาร์แน่นอน พวกมันใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์เดียวกันกับสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของการเกี้ยวพาราสี การผสมพันธุ์ และอื่น ๆ

ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้รู้ถึงใบหน้าที่แท้จริงของไดโนเสาร์แต่ละชนิดกันแล้ว…

“บรรพชีวินวิทยา” (paleontology) และ “นักบรรพชีวินวิทยา” (Paleontologist) คืออะไร?

โลกของเราถือกำเนิดขึ้นมาหลายพันล้านปี ด้วยระยะเวลายาวนั้น มีหลายเหตุการณ์อุบัติขึ้นและพัฒนาเป็นสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน แต่การที่จะได้ข้อมูลนั้นมา นักธรณีวิทยาจะต้องศึกษาอายุของชั้นหินโดยวิธิทางวิทยาศาสตร์จากแร่กัมมันตรังสี และจากการเปรียบเทียบซากดึกดำบรรพ์ที่พบอยู่ในชั้นหิน การศึกษาสิ่งมีชีวิตในอดีตหรือซากดึกดำบรรพ์นี้คือ “บรรพชีวินวิทยา” (paleontology) วิชาที่ศึกษาสิ่งมีชีวิตในอดีตโดยอาศัยข้อมูลจากซากดึกดำบรรพ์ที่หลงเหลืออยู่ รวมทั้งสายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตในอดีตกับปัจจุบัน สภาพสิ่งแวดล้อม และการเทียบสัมพันธ์ เพื่อกำหนดลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประวัติความเป็นมาของโลก

การศึกษาถึงประวัติวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต เช่นการสูญพันธุ์ของสัตว์ประเภทใดประเภทหนึ่งบ่งบอกถึงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และสาเหตุของการเปลี่ยนนั้นย่อมมีผลมาจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลก ณ ช่วงเวลานั้น หรือแม้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตที่อธิบายความก้าวหน้าทางธรณีกาล หรือบอกลำดับเวลาจากสิ่งมีชีวิตในอดีต บรรพชีวินวิทยาจึงเป็นวิชาทางธรณีวิทยาแขนงหนึ่งที่อาศัยวิชาชีววิทยาปัจจุบันมาศึกษาเปรียบเทียบซากดึกดำบรรพ์เพื่อจำแนกสิ่งมีชีวิตแต่ละช่วงยุค ช่วยให้เข้าใจสภาพแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในอดีตมากขึ้น

ขณะที่ “นักบรรพชีวินวิทยา” (Paleontologist) คือผู้ที่ศึกษาสิ่งมีชีวิตในอดีต หรือบรรพชีวินวิทยา (Paleontology : paleo = โบราณ, onto = ชีวิต, logia = วิชา) เป็นศาสตร์หนึ่งของวิทยาศาสตร์ที่ประยุกต์เอาวิชาชีววิทยาและธรณีวิทยาเข้าด้วยกัน เพื่ออธิบายวิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มชีวินที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก (3,500 ล้านปีก่อน) จนถึงช่วงเวลาที่ซากนั้นจะกลายเป็นซากดึกดำบรรพ์โดยธรรมชาติ (ส่วนใหญ่มากกว่า 1 หมื่นปี แต่อาจจะน้อยกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับกระบวนการทางธรณีวิทยา)

นักบรรพชีวินวิทยา จึงเปรียบเสมือน “นักสืบชีวิตดึกดำบรรพ์” โดยอาศัยหลักฐานจากซากดึกดำบรรพ์ หรือ ฟอสซิล (Fossil) ซึ่งเป็นซาก (กระดูก ฟัน เปลือก ต้น ใบ ฯลฯ) หรือร่องรอย (รอยตีน มูล ไข่ ฯลฯ) ของสิ่งมีชีวิตในอดีตที่หลงเหลืออยู่ในชั้นหิน นำมาเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตในปัจจุบัน เพื่อสืบหาวงศ์วานและสายวิวัฒนาการนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงการกำหนดอายุของหินที่ช่วยสนับสนุนทฤษฎีทางธรณีวิทยาได้ด้วย หลายครั้งจึงมักเห็นนักบรรพชีวินวิทยาทำงานร่วมกับนักธรณีวิทยา

วิชาที่ “นักบรรพชีวินวิทยา” ต้องศึกษา จึงเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตทั้งปัจจุบันและอดีต เช่น วิวัฒนาการ (evolution), โบราณชีววิทยา (paleobiology), บรรพสัตววิทยา (Paleozoology), บรรพพฤกษศาสตร์ (Paleobotany), ร่องรอยวิทยา (Paleoichnology), จุลบรรพชีวินวิทยา (Micropaleontology), นิเวศวิทยาบรรพกาล (Paleoecology), บรรพพยาธิวิทยา (Paleopathology), การเกิดซากดึกดำบรรพ์ (Taphonomy) สุดท้ายสิ่งที่ศึกษาจะนำไปสู่การอธิบายการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิต สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ ระบบนิเวศ ต้นกำเนิดเส้นทางทางชีวภูมิศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด และการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่ช่วยให้เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนโลกในแต่ละยุคสมัย ซึ่งจะช่วยให้เตรียมรับมือกับโลกในอนาคตได้


📌อ่าน : ที่แรกที่เดียว! อ.คมศร ไขการค้นพบ “จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่” ที่ จ.นครศรีธรรมราช

📌อ่าน : นักวิจัยไทยเจ๋ง! ค้นพบ “จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่” จากคาบสมุทรไทย ที่ จ.นครศรีฯ

📌อ่าน : เลือดนักล่า! ลูกทีเร็กซ์ฟักออกจากไข่ ก็พร้อมออกล่าหาอาหารเองแล้ว

📌อ่าน : ลืมภาพจำในหนัง! งานวิจัยล่าสุดเผย “ลูกทีเร็กซ์” มีขนาดเล็กกว่าแมว และเกิดมาครั้งละนับสิบตัว

📌อ่าน : ที่แรก! อ.คมศร ไขความเป็นมา “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ไดโนเสาร์ลำดับที่ 15 ของไทย

📌อ่าน : 10 เรื่องน่ารู้ เกี่ยวกับ “ทีเร็กซ์” (Tyrannosaurus Rex)

📌อ่าน : ไม่ได้มีแค่ทีเร็กซ์บนบก! ค้นพบ “ทีเร็กซ์” แห่งท้องทะเล ดุร้ายกว่าโมซาซอร์อื่น ๆ มาก

📌อ่าน : ทำไม? “ทีเร็กซ์” ถึงมีแขนเล็กจิ๋ว นักวิทยาศาสตร์อาจรู้คำตอบแล้ว

📌อ่าน : ญาติใกล้ชิด “T-Rex” ที่สุด! อาจเป็น “ไก่” และ “นกกระจอกเทศ”

📌อ่าน : รู้จัก "นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส" ไดโนเสาร์ไทย ชนิดใหม่ของโลก


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: theconversation, sciencefriday, discovermagazine, กรมทรัพยากรธณี, พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง กรมทรัพยากรธรณี - PWDM


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผลักดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! “ยศชนัน” ชี้ไทยทะยานสู่ Global Space Supply Chainอวกาศ

ผลักดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! “ยศชนัน” ชี้ไทยทะยานสู่ Global Space Supply Chain

อว.-GISTDA ดันไทยลุยตลาดอวกาศโลก! ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ชี้อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ใหม่ โชว์ THEOS-3 ทะลุเป้า Local Content ทะยานสู่ Global Space Supply Chain โดยจะมีความน่าสนใจอย่างไร ตามมาอ่านกันได้เลย

04 ก.ย. 69|6 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
เกาหลีใต้เตรียมเปิดให้ประชาชนทุกคนเข้าถึง Generative AI ฟรี! ที่สำคัญไม่จำกัด TokenAI

เกาหลีใต้เตรียมเปิดให้ประชาชนทุกคนเข้าถึง Generative AI ฟรี! ที่สำคัญไม่จำกัด Token

“AI for All” โครงการของประเทศเกาหลีใต้ เตรียมที่จะให้บริการประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึง Generative AI ระดับพรีเมียม ได้ฟรี 100% ที่สำคัญไม่มีการจำกัด Token หรือจำนวนครั้งในการใช้งาน

04 ก.ย. 69|11 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →
วิกฤตนักวิจัยไทย! เมื่อความทุ่มเทสวนทางกับรายได้ จนบุคคลากรภาควิจัยเริ่มขาดแคลนวิทยาศาสตร์

วิกฤตนักวิจัยไทย! เมื่อความทุ่มเทสวนทางกับรายได้ จนบุคคลากรภาควิจัยเริ่มขาดแคลน

ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ประเทศไทยกลับกำลังเผชิญหน้ากับภัยเงียบที่กัดเซาะรากฐานการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรง นั่นคือภาวะสมองไหล

04 ก.ย. 69|13 ชั่วโมงที่แล้ว
อ่านต่อ →