สุดเอ็กซ์คลูซีฟ! ไขการค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ Indosinosuchus peninsularensis (อ่านว่า อินโดซิโนซูคัส เพนนินซูลาร์เอนซิส เรียกสั้น ๆ ว่า “อินเพน”) ซึ่งเป็นจระเข้โบราณปากยาวในกลุ่ม Teleosauridae ที่ จ.นครศรีธรรมราช ภาคใต้ของไทย กับหนึ่งในคณะวิจัย รศ. ดร.คมศร เลาห์ประเสริฐ อาจารย์สาขาบรรพชีวินวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหาสารคาม ที่แรกที่เดียวครบทุกประเด็น สายบรรพชีวินไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

1. จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่นี้ แตกต่างจากจระเข้ทะเลโบราณและไดโนเสาร์อื่นอย่างไร?
สิ่งแรกที่ อ.คมศร อยากให้เข้าใจก่อนก็คือ สัตว์ชนิดนี้ ไม่ใช่ไดโนเสาร์ แต่เป็นบรรพบุรุษของจระเข้ ซึ่งถูกจัดอยู่ในวงศ์ Teleosauridae ในกลุ่มใหญ่ที่เรียกว่า Thalattosuchia ซึ่งจระเข้กลุ่มนี้มีรูปร่างแตกต่างจากจระเข้ปัจจุบันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกะโหลกและจะงอยปากที่ยาว ลำตัวและโครงสร้างของกระดูกหลายส่วนสะท้อนการปรับตัวต่อการดำรงชีวิตในระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับน้ำ
ความสำคัญของตัวอย่างใหม่นี้ ไม่ได้อยู่เพียงรูปร่างที่แตกต่างจากชนิดที่เคยรู้จัก แต่เป็นการพบหลักฐานของ Teleosauridae ในพื้นที่คาบสมุทรไทย ซึ่งเดิมแทบไม่มีข้อมูลซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ให้ศึกษาเลย ตัวอย่างจึงมีความสำคัญทั้งด้านอนุกรมวิธาน วิวัฒนาการ และชีวภูมิศาสตร์

2. จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ กับการตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์
สำหรับชื่อ “Indosinosuchus penninsularensis” (อ่านว่า อินโดซิโนซูคัส เพนนินซูลาร์เอนซิส เรียกสั้น ๆ “อินเพน”) อ.คมศร อธิบายว่า ตั้งขึ้นเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ของสัตว์ชนิดนี้กับพื้นที่คาบสมุทรที่เป็นแหล่งค้นพบ โดยชื่อชนิด penninsularensis มีความหมายเชื่อมโยงกับ “peninsula” หรือคาบสมุทร
ในเชิงวิทยาศาสตร์ ชื่อนี้ไม่ได้เป็นเพียงชื่อของสัตว์ชนิดใหม่ แต่เป็นเหมือนการบันทึกทางวิทยาศาสตร์ว่า ครั้งหนึ่งในยุคจูแรสซิก พื้นที่คาบสมุทรไทยเคยเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่จระเข้ทะเลโบราณกลุ่มนี้อาศัยหรือใช้ประโยชน์อยู่

3. ทำไม? การค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ “อินเพน” จึงน่าสนใจ
อ.คมศร เปิดใจพร้อมรอยยิ้มว่า สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ตัวอย่างนี้มาจากพื้นที่ที่นักวิจัยอาจยังไม่มองว่าเป็น “พื้นที่หลัก” ของงานบรรพชีวินวิทยา สัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ของประเทศไทยมาก่อน ที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงไดโนเสาร์หรือสัตว์มีกระดูกสันหลังดึกดำบรรพ์ของไทย นักวิจัยมักนึกถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคเหนือ (อีสาน) ขณะที่ข้อมูลจากภาคใต้มีน้อยมาก งานก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาซากขนาดเล็ก เช่น ฟันฉลามโบราณที่ได้จากการเก็บและร่อนตะกอน กับส่วนกระดองหลังและกระดองท้องของเต่า
ดังนั้น การพบจระเข้ Teleosauridae ครั้งนี้จึงต่างออกไป เพราะเป็นซากดึกดำบรรพ์จระเข้จากมหายุคมีโซโซอิกตัวแรกที่ถูกพบในคาบสมุทรมลายู (Malay Peninsula) และได้รับการศึกษาพร้อมทั้งตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ นี่เป็นจุดที่ทำให้การค้นพบมีความหมายมากกว่าการเพิ่มชื่อชนิดใหม่อีกหนึ่งชื่อ

4. ค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ “อินเพน” ที่ใด และมีความยากอย่างไร?
ตัวอย่างมาจากพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย อ.คมศร กล่าวต่อว่า พบที่บริเวณบ้านน้ำปัน ตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช ในชั้นหินที่มีความสัมพันธ์กับประวัติทางธรณีวิทยาของ Sibumasu Terrane ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของแผ่นเปลือกโลกโบราณที่มีบทบาทสำคัญต่อการก่อตัวของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความยากคือ ทีมวิจัยไม่ได้พบโครงกระดูกสมบูรณ์เหมือนในภาพยนตร์ ซากที่พบมักแตกหัก กระจัดกระจาย และต้องใช้เวลามากในการตรวจสอบว่าแต่ละชิ้นคือส่วนใดของร่างกาย เป็นสัตว์กลุ่มใด และแตกต่างจากชนิดที่เคยมีรายงานอย่างไร สิ่งที่ใช้เวลามากที่สุดจึงไม่ใช่แค่การ “หาให้เจอ” แต่คือการพิสูจน์ว่า สิ่งที่ทีมวิจัยเจอมีความหมายทางวิทยาศาสตร์จริงหรือไม่

5. จระเข้ทะเลโบราณ “Teleosauridae” มีวิวัฒนาการและการกระจายตัวอย่างไร
อ.คมศร ให้ความรู้ว่า Teleosaurid เป็นกลุ่มจระเข้ทะเลโบราณที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในยุคจูแรสซิก นักวิจัยพบหลักฐานของจระเข้กลุ่มนี้กระจายอยู่ตามบริเวณที่เกี่ยวข้องกับมหาสมุทรเททิสโบราณ (Tethys Ocean) ตั้งแต่ยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง ไปจนถึงเอเชีย สิ่งที่การค้นพบในไทยช่วยเติมเต็มคือ “ช่องว่างของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เพราะประเทศไทยตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มีความสำคัญมากต่อการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ของเททิสด้านตะวันตกกับเอเชียด้านตะวันออก
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ตัวอย่าง Teleosaurid จากจีนและไทยจำนวนหนึ่งพบในตะกอนที่สัมพันธ์กับแหล่งน้ำจืดหรือระบบแม่น้ำ ขณะที่ในพื้นที่อื่นของโลกมักรู้จักพวกมันจากบริบททะเลมากกว่า ทีมวิจัยจึงเริ่มตั้งคำถามว่า Teleosaurid ในเอเชียอาจมีความยืดหยุ่นทางนิเวศสูงกว่าที่เคยคิด อาจใช้ทั้งทะเล ชายฝั่ง น้ำกร่อย และน้ำจืดในช่วงชีวิตหรือช่วงเวลาที่แตกต่างกัน
ทั้งนี้ ยังไม่ควรสรุปว่าพวกมันเป็นสัตว์น้ำจืด แต่หลักฐานจากเอเชียกำลังบอกเราว่า เรื่องราวของสัตว์กลุ่มนี้อาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

6. ทำไม? ภาคใต้จึงไม่ค่อยพบฟอสซิล
ผมคิดว่าคำตอบไม่ใช่ว่า “ภาคใต้ไม่มีฟอสซิล” อ.คมศร แสดงทัศนะ แต่เป็นเพราะ นักวิจัยยังสำรวจฟอสซิลสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ในภาคใต้น้อยมาก งานในอดีตมีข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น ฉลามโบราณ แต่ส่วนใหญ่ได้จากการศึกษาตะกอนและซากขนาดเล็ก ยังขาดการสำรวจภาคสนามอย่างเป็นระบบ เพื่อค้นหากระดูกสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ ภูมิประเทศของภาคใต้เองก็มีความท้าทาย ทั้งการผุพังอย่างรุนแรงในเขตร้อน พืชพรรณปกคลุมมาก และชั้นหินที่เปิดให้เห็นไม่ต่อเนื่องเหมือนบางพื้นที่ในภาคอีสาน
ถ้าถามว่าต่อไปมีโอกาสพบอะไร? อ.คมศร กล่าวว่า ไม่ควรจำกัดจินตนาการไว้เฉพาะจระเข้ อาจพบสัตว์เลื้อยคลานทะเล ปลา ฉลาม เต่า หรือสัตว์มีกระดูกสันหลังอื่นที่เกี่ยวข้องกับระบบชายฝั่งและทะเลโบราณ สิ่งสำคัญคือต้องเริ่ม “มองภาคใต้ด้วยสายตาใหม่”

7. ทีมวิจัยเรียนรู้อะไร? จากการค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ “อินเพน”
บทเรียนสำคัญที่สุดที่ อ.คมศร เน้นย้ำก็คือ อย่าตัดพื้นที่ใดออกจากแผนที่การค้นหาฟอสซิล เพียงเพราะที่ผ่านมายังไม่เคยพบ บางครั้งพื้นที่ที่ข้อมูลน้อยที่สุดอาจเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพมากที่สุด เพราะทุกการค้นพบสามารถเปลี่ยนภาพใหญ่ของโลกได้
อีกเรื่องหนึ่งคือ อนุกรมวิธานไม่ใช่สิ่งที่หยุดนิ่ง เมื่อมีตัวอย่างใหม่ นักวิจัยต้องกล้าที่จะกลับไปทบทวนข้อมูลเดิม นั่นคือเหตุผลที่งานนี้ไม่ได้เพียงเสนอ Indosinosuchus penninsularensis แต่ยังกลับไปประเมิน Indosinosuchus จากกาฬสินธุ์ใหม่ด้วย ผลคือ I. kalasinensis ซึ่งเคยได้รับการแยกเป็นอีกชนิดหนึ่งถูกปรับสถานะออกไป แต่ความหลากหลายของสกุลไม่ได้ลดลง เพราะมี I. penninsularensis จากภาคใต้เข้ามาเติมเต็ม ภาพของ Indosinosuchus จึงไม่ได้เล็กลง แต่กลับชัดเจนขึ้นและมีมิติทางภูมิศาสตร์มากขึ้น

8. ความร่วมมือระหว่างนักบรรพชีวินวิทยา มมส กับนักวิจัยต่างประเทศ ในการค้นพบครั้งนี้
อ.คมศร กล่าวว่า บรรพชีวินวิทยาสมัยใหม่แทบไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ เพราะตัวอย่างที่นักวิจัยต้องเปรียบเทียบกระจายอยู่ในพิพิธภัณฑ์และสถาบันต่าง ๆ ทั่วโลก ความร่วมมือจึงมีตั้งแต่การแลกเปลี่ยนข้อมูล ภาพถ่าย ตัวอย่างเปรียบเทียบ การวิเคราะห์กายวิภาค การสร้างชุดข้อมูลสายวิวัฒนาการ ตลอดจนการอภิปรายว่าหลักฐานที่ทีมวิจัยมีเพียงพอหรือไม่ที่จะสนับสนุนข้อสรุป สิ่งที่สำคัญคือเราไม่ได้ต้องการนักวิจัยต่างประเทศเพียงเพื่อ “ช่วยยืนยัน” ผลของเรา แต่ต้องการคนที่พร้อมตั้งคำถามและโต้แย้งเรา เพราะคำถามที่ยากมักทำให้งานแข็งแรงขึ้น

9. นักวิจัยไทยอยากทำงานกับต่างประเทศควรเริ่มอย่างไร
ผมคิดว่าสิ่งแรกไม่ใช่การมีเครือข่าย แต่คือ ต้องมีคำถามวิจัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ อ.คมศร อธิบายให้เห็นภาพ เพราะเมื่อเรามีตัวอย่าง มีข้อมูล หรือมีปัญหาทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ การสร้างความร่วมมือจะเกิดขึ้นง่ายขึ้นมาก นักวิจัยควรอ่านงานของนักวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ติดต่อเขาด้วยคำถามที่ชัดเจน และแสดงให้เห็นว่าเรามีสิ่งใดที่จะร่วมกันพัฒนาได้ ความร่วมมือที่ดี ไม่ใช่การขอให้คนอื่นมาช่วยงานเรา แต่เป็นการสร้างงานที่ทั้งสองฝ่ายได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

10. การค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ สำคัญกับคนทั่วไปอย่างไร
ฟอสซิลทำให้คนทั่วไปเห็นว่า แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้เคยมีหน้าตาแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง อ.คมศร กล่าว ภาคใต้ที่เรารู้จักในวันนี้ ครั้งหนึ่งเคยเชื่อมโยงกับระบบทะเลและชายฝั่งที่สัตว์กลุ่ม Teleosaurid ใช้ชีวิตอยู่ การค้นพบจึงไม่ใช่แค่เรื่องของ “กระดูกเก่า” แต่เป็นหลักฐานที่บอกประวัติของผืนแผ่นดินไทยย้อนหลังไปนับร้อยล้านปี และสำหรับเยาวชน อ.คมศร คิดว่าสิ่งสำคัญคือการเห็นว่า การค้นพบระดับนานาชาติไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในต่างประเทศเสมอไป บางครั้งคำตอบอาจอยู่ในก้อนหินในประเทศไทย เพียงแต่เรายังไม่เคยมองมันอย่างจริงจัง

11. การค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
“การตั้งชื่อชนิดใหม่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น” อ.คมศร ตอบอย่างมั่นใจ จากนี้ทีมวิจัยต้องกลับไปสำรวจพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อค้นหาว่ามีตัวอย่างอื่นอีกหรือไม่ มีโครงกระดูกส่วนใดที่ยังขาด และสามารถเชื่อมโยงประชากรของ Teleosaurid จากภาคใต้เข้ากับตัวอย่างจากภาคอีสาน จีน หรือพื้นที่อื่นของโลกได้อย่างไร
เป้าหมายใหญ่ของทีมวิจัยไม่ใช่เพียง “หาชนิดใหม่ให้มากขึ้น” แต่คือการสร้างภาพว่า จระเข้ทะเลโบราณเหล่านี้เข้ามาอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อใด เดินทางมาจากไหน และปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างไร

12. CT scan และชีวกลศาสตร์ช่วยในการค้นพบอะไรได้บ้าง
เมื่อมีกะโหลกหรือชิ้นส่วนที่สมบูรณ์เพียงพอ CT scan สามารถทำให้ทีมวิจัยเห็นโครงสร้างภายในโดยไม่ต้องทำลายฟอสซิล และสร้างแบบจำลองสามมิติขึ้นมาได้ อ.คมศร อธิบายถึงความสำคัญ จากนั้นทีมวิจัยสามารถใช้ Finite Element Analysis หรือ FEA ซึ่งเป็นเทคนิคจากวิศวกรรม มาทดสอบว่ากะโหลกรับแรงอย่างไรเมื่อกัด เหวี่ยง หรือบิดเหยื่อ ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างของกะโหลกกับพฤติกรรมการกินได้มากกว่าการดูรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว
อีกด้านหนึ่งคือการนำข้อมูลอายุทางธรณีวิทยา ตำแหน่งของฟอสซิล และสายวิวัฒนาการมาสร้างแบบจำลองชีวภูมิศาสตร์ เพื่อทดสอบเส้นทางที่เป็นไปได้ในการกระจายตัวของจระเข้วงศ์ Teleosauridae ระหว่างยุโรป เททิส และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนงานจากการถามว่า “มันคือสัตว์อะไร” ไปสู่คำถามที่ลึกกว่า คือ “มันใช้ชีวิตอย่างไร และเดินทางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

13. การค้นพบจระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่ “อินเพน” ที่ภาคใต้ เปลี่ยนมุมมองนักบรรพชีวินอย่างไร
สำหรับผม นี่อาจเป็นหนึ่งในความหมายที่สำคัญที่สุดของงานนี้ ประวัติการค้นพบสัตว์มีกระดูกสันหลังดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่ของไทยกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหลัก และมีข้อมูลจากภาคเหนือบางส่วน ดังนั้น นักบรรพชีวินวิทยาจึงอาจเกิดภาพจำโดยไม่รู้ตัวว่า “ถ้าจะหาสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่ ต้องไปอีสาน” อ.คมศร เผยความในใจ
การพบ Indosinosuchus penninsularensis บนคาบสมุทรไทยกำลังบอกเราว่า แผนที่บรรพชีวินวิทยาของประเทศไทยยังไม่สมบูรณ์ ภาคใต้อาจไม่ได้มีฟอสซิลน้อย เพียงแต่นักวิจัยยังถามคำถามกับพื้นที่นี้ไม่มากพอ การพบสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดใหญ่และสามารถนำมาตั้งชื่ออย่างเป็นทางการได้เป็นครั้งแรก จึงเป็นเหมือนการเปิดประตูสู่พื้นที่วิจัยใหม่ของประเทศไทย

14. ทำไม? ไทยจึงอาจกลายเป็นพื้นที่สำคัญในการศึกษาชีวภูมิศาสตร์ของจระเข้ทะเลโบราณ
ประเทศไทยมีตำแหน่งทางธรณีวิทยาที่พิเศษมาก อ.คมศร กล่าวพร้อมตาเป็นประกาย ก่อนเล่าต่อว่า เพราะอยู่บนรอยต่อของ terranes หลายส่วนที่เคลื่อนที่และประกอบกันขึ้นเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ปัจจุบันไทยมี Indosinosuchus จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และขณะนี้มีหลักฐานจาก Sibumasu Terrane บนคาบสมุทรไทย ดังนั้น นักวิจัยจึงไม่ได้มีเพียง “จุดค้นพบเพิ่มอีกหนึ่งจุด” แต่เริ่มมีข้อมูลจากพื้นที่ทางธรณีวิทยาที่แตกต่างกัน
ข้อมูลเหล่านี้ สามารถใช้ทดสอบสมมุติฐานเกี่ยวกับเส้นทางการแพร่กระจายของจระเข้วงศ์ Teleosauridae ตามแนวมหาสมุทรเททิส การเชื่อมต่อระหว่างทะเลกับระบบน้ำภายในทวีป และการตอบสนองของสัตว์ต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลและภูมิประเทศในยุคจูแรสซิก
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดสำหรับ อ.คมศร อาจไม่ใช่แค่การที่ประเทศไทยมีจระเข้โบราณชนิดใหม่อีกหนึ่งชนิด แต่คือการที่ “ประเทศไทย” กำลังกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถช่วยตอบคำถามระดับโลกว่า จระเข้ทะเลยุคจูแรสซิกกระจายตัวและปรับตัวอย่างไรในซีกโลกตะวันออก และการค้นพบจากภาคใต้ครั้งนี้ทำให้นักบรรพชีวินวิทยารู้ว่า เรื่องราวนั้นยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น…
📌อ่าน : นักวิจัยไทยเจ๋ง! ค้นพบ “จระเข้ทะเลโบราณชนิดใหม่” จากคาบสมุทรไทย ที่ จ.นครศรีฯ
📌อ่าน : ที่แรก! อ.คมศร ไขความเป็นมา “อุรคาซอรัส กาฬสินธุ์เอนซิส” ไดโนเสาร์ลำดับที่ 15 ของไทย
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech



