วันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 คณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) สหรัฐอเมริกาตีพิมพ์รายงานในวารสาร PNAS (Proceedings of the National Academy of Sciences) ผลการศึกษาวิจัยใหม่ สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ 252 ล้านปีก่อน เป็นผลการศึกษาวิจัยส่งสัญญาณเตือนโลกปัจจุบันว่า กำลังเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์การสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดนั้น
“วิทยาศาสตร์ ทันโลก ทันชีวิต” วันนี้ขอนำท่านผู้อ่าน ไปดูวิธีการและผลการศึกษาวิจัยใหม่ สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดในอดีต และไปดูคำเตือนประวัติศาสตร์ที่อาจซ้ำรอยนั้น จะ “ป้องกัน” ได้อย่างไร ? แค่ไหน ?
การสูญพันธุ์ใหญ่ของโลก 5 ครั้ง
ก่อนไปเปิดดูวิธีการและผลการศึกษาวิจัยใหม่ เราไปเปิดดูอย่างเร็วๆ ทบทวนเรื่องราวการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของโลกในอดีต
โลกมีกำเนิดเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน จากแก๊สและฝุ่นผง ซึ่งเป็นซากที่เหลือหลังดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ระเบิดเกิดเป็นซูเปอร์โนวา แล้วต่อมา ส่วนของกลุ่มแก๊สและฝุ่นผงก็รวมตัวกัน เกิดเป็นดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์แคระ ดวงจันทร์ของดาวเคราะห์และดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหางและอุกกาบาต
ชีวิตแรกเริ่มของโลก เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3.5 พันล้านปีก่อนในน้ำ ต่อมา จึงเกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลานขึ้นมาจากน้ำ ต่อมาอีก ก็เกิดวิวัฒนาการเป็นสัตว์บก สัตว์ปีก และมนุษย์ในที่สุด
จากหลักฐานฟอสซิลในอดีต ตั้งแต่ประวัติศาสตร์การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนโลก ได้เกิดเหตุการณ์สูญพันธุ์ใหญ่บนโลก 5 ครั้ง
ครั้งที่หนึ่ง : ยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) เมื่อประมาณ 440 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ ที่อาศัยอยู่ก้นมหาสมุทร สูญพันธุ์ไปมากมาย
ครั้งที่สอง : ยุคเดโวเนียน (Devonian) เมื่อ 365 ล้านปีก่อน ปะการังและสิ่งมีชีวิตในน้ำขนาดเล็ก สูญพันธุ์ไปมาก
ครั้งที่สาม : ยุคเพอร์เมียน (Permian) เมื่อประมาณ 252 ล้านปีก่อน และเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดของโลก ประมาณ 90% ของสายพันธุ์หรือสปีชีส์ (species) สิ่งมีชีวิตในน้ำ ประมาณ 70% ของสปีชีส์สิ่งมีชีวิตบนบก และประมาณ 70% สปีชีส์ของแมลง สูญพันธุ์
ครั้งที่สี่ : ยุคไทรแอสสิก (Triassic) เมื่อประมาณ 210 ล้านปีก่อน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งบนบกและในน้ำ มากกว่าหนึ่งในห้าสปีชีส์ สูญพันธุ์
ครั้งที่ห้า : ยุคครีเทเชียส (Cretaceous) เมื่อ 65 ล้านปีก่อน สัตว์ยักษ์จำพวกไดโนเสาร์ สูญพันธุ์ไปหมด สัตว์เลื้อยคลานครึ่งบกครึ่งน้ำ และสิ่งมีชีวิตในน้ำก็สูญพันธุ์ไปด้วยมากมาย
การสูญพันธุ์ใหญ่ของโลกทั้ง 5 ครั้ง ที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และทั่วไป คือ การสูญพันธุ์ครั้งที่ห้า เพราะเกี่ยวข้องกับสัตว์ยักษ์จำพวกไดโนเสาร์ ที่ครองความเป็นเจ้าโลกอยู่นานประมาณ 165 -180 ล้านปี ก่อนที่จะมาสูญพันธุ์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ด้วยสาเหตุโลกถูกดาวเคราะห์น้อยประมาณ 10 กิโลเมตรชน
แต่สำหรับวงการวิทยาศาสตร์ การสูญพันธุ์ที่ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ คือ การสูญพันธุ์ใหญ่ครั้งที่สาม เพราะทำให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตบนโลกมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งมีชีวิตในน้ำ

โจทย์การวิจัย
โจทย์ตรงๆ ของการศึกษาวิจัยใหม่ คือ หาสาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดของโลกยุคเพอร์เมียน
ก่อนการศึกษาวิจัยใหม่ สาเหตุการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดนี้ ที่มีการศึกษามาก่อน และยกเป็นสาเหตุที่เป็นไปได้ มีอยู่ 2 สาเหตุใหญ่
หนึ่ง : คือ การระเบิดครั้งใหญ่และยาวนานของภูเขาไฟในแถบไซบีเรีย ประเทศรัสเซียปัจจุบัน
สอง : คือ การที่โลกถูกดาวเคราะห์น้อยชน โดยมีการกล่าวถึงหลักฐานหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ 2 แห่ง (1) คือ หลุมอุกกาบาตอรากัวอินฮา (Araguainha Crater) ในบราซิล ขนาดปากแหลมกว้าง 40 กิโลเมตร เกิดจากดาวเคราะห์น้อยหรืออุกกาบาตขนาดใหญ่ประมาณ 2-3 กิโลเมตรชนโลก....
และ (2) คือ หลุมอุกกาบาตบีดู (Bedout Crater) ปากหลุมกว้างประมาณ 250 กิโลเมตร เป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ใต้น้ำ อยู่ที่นอกฝั่งออสเตรเลียตะวันตกเฉียงเหนือ
แต่สำหรับวงการวิทยาศาสตร์ถึงปัจจุบัน ให้ความสำคัญของสาเหตุจากการระเบิดของภูเขาไฟในไซบีเรีย มากกว่าสาเหตุโลกถูกชน
สำหรับการศึกษาวิจัยครั้งใหม่ คณะนักวิทยาศาสตร์ไม่โฟกัสไปที่การค้นหาสาเหตุการสูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียนโดยตรงว่า เป็นเพราะการระเบิดของภูเขาไฟ หรือเป็นเพราะโลกถูกชน...
แต่โฟกัสไปที่หลักฐานการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตเชิงวิวัฒนาการ ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ สิ่งมีชีวิตในน้ำ โดยการศึกษาเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตในน้ำ ที่ “สูญพันธุ์” ไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีเหลือรอดอยู่ถึงปัจจุบัน ว่า ส่วนที่เหลือรอบอยู่ถึงปัจจุบัน เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร ? อย่างไร ?
แล้วจากผลการศึกษา คณะนักวิทยาศาสตร์ก็หวังจะสามารถ “บอกได้อย่างชัดเจนขึ้น” ว่า สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดนั้น คืออะไร ? หรือชี้เป้าให้ตรงขึ้นว่า สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดของโลก เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ หรือเกิดจากการที่โลกถูกชน

วิธีการวิจัย
ตัวอย่างที่คณะนักวิทยาศาสตร์คัดเลือกเพื่อการศึกษา คือ สัตว์น้ำประเภทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแห่งการสูญพันธุ์มากที่สุดชนิดหนึ่ง คือ “แบรคิโอพอด” (brachiopod) มีชื่อสามัญเรียกเป็น “lamp shell” หรือ “หอยตะเกียง” เพราะมีรูปร่างลักษณะคล้ายหอย แต่เป็นสัตว์ชนิดที่ไม่ใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับ “หอย” เลย
หอยตะเกียง เป็นสัตว์ทะเลมีสองฝาคล้ายหอยทั่วไป แต่รายละเอียดจะแตกต่างออกไป คือ โดยปรกติ หอยที่คุ้นเคยกัน เช่น หอยกาบคู่ หรือหอยสองฝา จะมีลักษณะสมมาตร (เหมือน) กัน ระหว่างเปลือกฝาทั้งสอง แต่สำหรับของหอยตะเกียง ฝากทั้งสองมีขนาดไม่เท่ากัน และดำเนินชีวิตด้วยการยึดเกาะติดกับพื้นทะเล โดยใช้อวัยวะมีลักษณะเป็นก้านเนื้อเยื่อ (คล้ายขา) ยื่นออกไปจับอยู่กับพื้นทะเล
ตามหลักฐานฟอสซิล ก่อนเกิดเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด หอยตะเกียงเป็นเจ้าแห่งสัตว์น้ำทะเลอยู่นานถึงประมาณ 280 ล้านปี ร่วมกับสัตว์อาศัยอยู่ก้นทะเลด้วย ดังเช่น พลับพลึงทะเล (sea lilly : ไครนอยด์ : crinoid)

ก่อนการศึกษาวิจัยล่าสุด ได้มีการศึกษาวิจัยโดยคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัย พรินซ์ตัน (Princeton University) และมหาวิทยาลัยแห่งวอชิงตัน (University of Washington) โดยผลการวิจัยลงตีพิมพ์ในวารสาร Science (7 ธันวาคม ค.ศ. 2018) สรุปว่า สาเหตุการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด “น่าจะ” เกิดจาก 2 สาเหตุใหญ่ คือ การร้อนขึ้นของน้ำในมหาสมุทรและการสูญเสีย (ลดลง) ของออกซิเจน (ในน้ำมหาสมุทร)
สำหรับการศึกษาวิจัยใหม่ล่าสุด จริงๆ แล้วก็เป็นการศึกษาวิจัยต่อเนื่อง จากเมื่อปี ค.ศ. 2018 แตกต่างกันตรงที่ตัวอย่างการศึกษาวิจัย
กล่าวคือ ในการศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 2018 นั้น ใช้ข้อมูลทางสรีรวิทยาของตัวอย่างที่เป็นสัตว์น้ำในยุคสมัยปัจจุบันเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ คือ ปลา, กุ้ง ปู ฯลฯ
แต่สำหรับการศึกษาวิจัยใหม่ คณะนักวิทยาศาสตร์เพิ่มส่วนตัวอย่างสำคัญ คือ สัตว์ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หอยตะเกียง ที่ยังเหลือรอดอยู่ถึงปัจจุบัน เพียงประมาณ 400 สปีชีส์ ในขณะที่สัตว์น้ำจำพวกหอยสองฝา มีอยู่มากระหว่าง 10,000 ถึง 15,000 สปีชีส์
ตัวอย่างหอยตะเกียงที่คณะนักวิทยาศาสตร์ใช้สำหรับการศึกษาใหม่ เป็นหอยตะเกียงที่หมู่เกาะซานฮวน (San Juan islands) รัฐวอชิงตัน
การศึกษาครั้งใหม่นี้ จึงเป็น “ครั้งแรก” ที่รวมข้อมูลเชิงชีวภาพ จากทั้งกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ของเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุด เปรียบเทียบกับกลุ่มที่อยู่รอดมาได้
ผลการวิจัย
รายงานผลการศึกษาวิจัยที่ลงตีพิมพ์ ชื่อ “Differences in physiological tolerance to global warming caused by the Permian - Triassic transition between the Paleozoic and Modern Faunas” (“ความแตกต่างในความทนทานทางสรีรวิทยาต่อภาวะโลกร้อนจากการเปลี่ยนผ่านยุคเพอร์เมียน-ไทรแอสสิก ระหว่างสัตว์โบราณและสัตว์ยุคใหม่”)
เจ. อันเดรส มาร์เกซ (J. Andres Marquez) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นชื่อแรกของผู้เขียนรายงานผลงานการศึกษาวิจัย ซึ่งมีทั้งหมด 12 คน โดยผู้ร่วมเขียนรายงานส่วนใหญ่ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มีนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันร่วมเขียนรายงานด้วย 2 คน และมี อีริก เอ. สเปอร์ลิง (Erik A. Sperling) แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เป็นนักวิจัยหลักของโครงการศึกษาวิจัย โดยเขาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการศึกษาวิจัยเรื่องนี้เมื่อปี ค.ศ. 2018
บทสรุปรวบยอดสำคัญที่สุดของการศึกษาวิจัยใหม่ คือ ชี้เป้าไปที่สาเหตุการสูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียนว่า เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟในไซบีเรีย มิใช่เกิดจากการที่โลกถูกชน
เหตุผลสนับสนุนบทสรุปรวบยอด มาจากการเจาะศึกษาสภาพและกลไกการปรับตัวของสัตว์น้ำที่สูญพันธุ์ไปมากที่สุด คือ หอยตะเกียง กับของสัตว์น้ำที่สามารถปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงใหญ่ได้ดี ดังเช่น หอยสองฝาทั่วไป และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่อยู่รอดมาได้
การเปลี่ยนแปลงใหญ่อะไร ?
การเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่เป็นผลจากการระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนปริมาณมหาศาล เข้าสู่บรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิของบรรยากาศโลกสูงขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น แต่ปริมาณของออกซิเจนในน้ำลดลง และจึงส่งผลต่อการอยู่รอบของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สัตว์น้ำดังเช่น หอยตะเกียง ที่ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้น้อย
คณะนักวิทยาศาสตร์มั่นใจแค่ไหนกับผลสรุปของคณะนักวิทยาศาสตร์ ?
อีริก เอ. สเปอร์ลิง กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ผลการศึกษา (ของเรา) นี้ เป็นตะปูตัวสุดท้ายจริงๆ ตอกโลงการสูญพันธุ์เพอร์เมียน” สาเหตุการสูญพันธุ์เกิดจากต้นเหตุ คือ การระเบิดของภูเขาไฟในไซบีเรีย โดยกลไกทำให้เกิดการสูญพันธุ์ใหญ่ คือ “อุณหภูมิที่สูงขึ้นหรือการร้อนขึ้นของน้ำทะเล และปริมาณของออกซิเจนในน้ำทะเลที่ลดลง”

นอกเหนือไปจากบทสรุปอย่างมั่นใจของ อีริก เอ. สเปอร์ลิง ในผลการศึกษาวิจัยขอคณะนักวิทยาศาสตร์ที่เขาเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วยนี้ เขาก็ตอบ...ให้ความเห็น...ต่อผลการศึกษาสาเหตุการสูญพันธุ์ยุคเพอร์เมียน โดยนักวิทยาศาสตร์คณะอื่นๆ ที่เสนอว่า
“ความเป็นกรดของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น จากปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น มีผลเป็นสาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่นี้ด้วย เพราะความเป็นกรด เป็นอุปสรรคต่อการเกิดของเปลือกหอย”
คำตอบของ อีริก เจ. สเปอร์ลิง คือ “ผลจากการศึกษาใหม่ชี้ว่า ความเป็นกรด ก็เป็นสาเหตุของการสูญพันธุ์ใหญ่เพอร์เมียนด้วย แต่ไม่ใช่สาเหตุใหญ่ของการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดนี้”
สัญญาณเตือน : ประวัติศาสตร์อาจกำลังซ้ำรอย !
อีริก เอ. สเปอร์ลิง ให้ความเห็นเชื่อมโยงเหตุแห่งการสูญพันธุ์ใหญ่เพอร์เมียน กับสภาวการณ์โลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกปัจจุบัน เป็นสัญญาณเตือนว่า ประวัติศาสตร์การสูญพันธุ์ใหญ่ของโลกยุคเพอร์เมียน อาจจะซ้ำรอยกลับมาเกิดขึ้นกับโลกปัจจุบันได้ !
อย่างไรหรือ ?
อีริก เอ. สเปอร์ลิง กล่าวสรุปได้ว่า สภาวการณ์ของโลกในปัจจุบัน จะคล้ายกับสภาวการณ์ของโลกก่อนการสูญพันธุ์ใหญ่เพอร์เมียน คือ มีสภาพโดยทั่วไป “ค่อนข้างเย็น” แต่มีแนวโน้มจะ “ร้อนขึ้น” จนกระทั่งถึงระดับเป็น “อันตราย” ต่อสรรพชีวิตบนโลก ดังเช่นที่เกิดกับโลกยุคเพอร์เมียน
อย่างแน่นอน สาเหตุการ “ร้อนขึ้น” ในโลกปัจจุบัน มิได้เป็นผลจากการระเบิดของภูเขาไฟดังที่เกิดกับยุค เพอร์เมียน แต่เป็นผลจาก “การกระทำ” ของมนุษย์เอง ตั้งแต่ยุคการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม ที่เริ่มมาเมื่อศตวรรษที่สิบแปด เริ่มต้นการใช้เครื่องจักรกลมากมาย ซึ่งต้องใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงทั้งที่เป็นเชื้อเพลิงธรรมชาติ ดังเช่น ท่อนไม้ และเชื้อเพลิงฟอสซิลชีวภาพ คือ น้ำมันปิโตรเลียมและแก๊สธรรมชาติ
ผลกระทบที่ อีริก เอ. สเปอร์ลิง กล่าวแสดงความห่วงใยมากเป็นพิเศษ ซึ่งคล้ายกับกรณีการสูญพันธุ์ใหญ่ยุค เพอร์เมียน คือ ผลกระทบต่อสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต ที่มีความสามารถในการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ร้อนขึ้น จากปรากฏการณ์เรือนกระจก และความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในน้ำ และบนบก คล้ายกับกรณีของสัตว์น้ำที่ปรับตัวได้ยาก จนกระทั่งต้องสูญพันธุ์ไปเป็นส่วนใหญ่ ในกรณีการสูญพันธุ์ใหญ่ยุคเพอร์เมียน
แล้วโอกาสการเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยดังคำกล่าวของ อีริก เจ. สเปอร์ลิง มีมากแค่ไหน ? และมีการเตรียมตัวป้องกันหรือแก้ไขปัญหาดังกล่าว แค่ไหน ?
สภาพการณ์โดยรวมในปัจจุบัน เป็นอย่างไร ?
ข่าวดีอย่างหนึ่งต่อผลสรุปการศึกษาวิจัยใหม่ โดยภาพรวมแล้ว ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 มา โลกก็มีการตื่นตัวต่อประเด็นปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน วิกฤตโลกร้อน ปรากฏการณ์เรือนกระจก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบาทองค์กรระดับโลก คือ องค์การสหประชาชาติ ที่มีองค์กรพิเศษเฉพาะเรื่องภาวะโลกร้อน คือ UNFCCC (United Nations Framework Convention on Climate Change : อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาในปี ค.ศ. 1992 และก็ทำให้เกิดมีมาตรการร่วมกันในการรับมือกับภาวะโลกร้อน คือ “พิธีสารเกียวโต ค.ศ. 1997” (“Kyoto Protocol 1997”) และต่อมา คือ “ข้อตกลงปารีส ค.ศ. 2015” (“Paris Agreement 2015”) ซึ่งมีประเทศเกือบทั้งหมดทั่วโลก คือ 196 ประเทศ ได้ร่วมลงนามเมื่อนับถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2026...
แต่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศปล่อยแก๊สเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศโลกมากที่สุดในอันดับแรกๆ ของโลก แล้วก็เป็นประเทศได้ร่วมสนับสนุนและรณรงค์ในการแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างแข็งขันตลอดมา ได้เปลี่ยนนโยบาย ถอนตัวจาก UNFCCC รวมถึงข้อตกลงปารีสแล้ว 2 ครั้ง...
ทั้ง 2 ครั้ง โดยรัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การเป็นผู้นำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี ค.ศ. 2021 และล่าสุด เมื่อต้นปี ค.ศ. 2026 ด้วยนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่เชื่อเรื่องปรากฏการณ์โลกร้อน และหันกลับมาสนับสนุนเชื้อเพลิงชีวภาพน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ
ผู้เขียนเองก็ติดตามศึกษาปรากฏการณ์โลกร้อนตลอดมา และได้เขียนหนังสือ “วิกฤตโลกร้อน เรื่องจริงหรือ ตื่นตูม ?” (ชัยวัฒน์ คุประตกุล , มูลนิธิกลุ่มทีมรวมใจ , ตุลาคม ค.ศ. 2551) เพื่อความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในบทบาทของมนุษย์ทุกคนทั่วโลก ต่อปัญหาสภาวะโลกร้อน ซึ่งโดยภาพรวม ก็สอดรับกับผลงานการศึกษาวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับ “สัญญาณเตือน : ประวัติศาสตร์อาจกำลังซ้ำรอย” จากผลการศึกษาวิจัยใหม่...
แต่ผู้เขียนก็ยัง “มั่นใจ” ในศักยภาพของมนุษย์ยุคใหม่...ยุคปัจจุบัน...ว่า จะสามารถป้องกันมิให้ประวัติศาสตร์กลับมาเกิดซ้ำรอยได้ ถ้ามนุษย์ยุคใหม่...ยุคปัจจุบัน...ส่วนใหญ่ จะ “เข้าใจ” และ “ตระหนัก” ในบทบาทที่ “เป็น” มิใช่เพื่อ “ตนเอง” วันนี้ แต่เพื่ออนาคตของ ลูก หลาน เหลน ของมนุษยชาติ !
แล้วท่านผู้อ่านล่ะครับ คิดอย่างไร ?
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech




