ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

Francis Halzen คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2026 จากการบุกเบิกการตรวจจับนิวทริโนพลังงานสูงจากเอกภพ

08 ต.ค. 695 นาที5 ชั่วโมงที่แล้ว

คณะกรรมการรางวัลโนเบลประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2026 ให้แก่ ฟรานซิส ฮัลเซน (Francis Halzen) จาก University of Wisconsin–Madison ประเทศสหรัฐอเมริกา

ขนาดตัวอักษร

จากผลงานอันโดดเด่นในการเป็นผู้อยู่เบื้องหลังและขับเคลื่อน หอสังเกตการณ์นิวทริโนไอซ์คิวบ์ (IceCube Neutrino Observatory) ณ ขั้วโลกใต้ จนนำไปสู่การค้นพบนิวทริโนพลังงานสูงที่มีแหล่งกำเนิดจากปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์นอกระบบสุริยะ

ฟรานซิส ฮัลเซน (Francis Halzen) ภาพจาก AFP

นิวทริโน: อนุภาคปริศนาผู้ทะลวงเอกภพ

ในเรื่องนี้ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ให้ความรู้ว่า นิวทริโน (Neutrino) คือหนึ่งในอนุภาคมูลชาติที่มีอยู่มหาศาลในเอกภพ ในทุก ๆ วินาทีจะมีนิวทริโนประมาณ 3–8 ล้านล้านอนุภาคเคลื่อนที่ผ่านฝ่ามือของมนุษย์ แต่มนุษย์กลับไม่เคยรู้สึกถึงมัน เนื่องจากนิวทริโนมีมวลน้อยมากจนแทบวัดไม่ได้ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วใกล้เคียงแสง และมีปฏิสัมพันธ์กับสสารทั่วไปต่ำอย่างยิ่ง นิวทริโนส่วนใหญ่จึงสามารถเดินทางทะลุผ่านฝ่ามือ พื้นโลก หรือแม้แต่แกนกลางของโลกออกไปอีกฝ่าซีกได้โดยไม่ชนเข้ากับสิ่งใดเลย

ความสามารถในการทะลุทะลวงนี้ทำให้นิวทริโนกลายเป็น “ผู้ส่งสาร” ชั้นดีจากอวกาศอันไกลโพ้น ที่สามารถนำพาข้อมูลจากปรากฏการณ์ซึ่งแสงปกติไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ แต่ในขณะเดียวกัน คุณสมบัติแทบไม่จับกับสิ่งใดเลยนี้ ก็ทำให้การตรวจวัดนิวทริโนกลายเป็นความท้าทายขั้นสูงสุดของวงการฟิสิกส์

ฟรานซิส ฮัลเซน (Francis Halzen) คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2026 ภาพจาก AFP

เส้นทางการค้นพบและประวัติศาสตร์ในฟิสิกส์นิวทริโน

การศึกษานิวทริโนมีพัฒนาการสำคัญที่เคยได้รับรางวัลโนเบลมาแล้วหลายยุคสมัย

     - ปี 1956: ค้นพบและยืนยันการมีอยู่ของนิวทริโนครั้งแรกจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ โดย Clyde Cowan และ Frederick Reines (ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 1995)

     - ปี 1968: ตรวจพบนิวทริโนที่มาจากดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก นำโดย Raymond Davis, Jr., John N. Bahcall และ Masatoshi Koshiba (ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปี 2002)

     - 23 กุมภาพันธ์ 1987: หอสังเกตการณ์นิวทริโน 3 แห่งทั่วโลก ตรวจพบนิวทริโนในปริมาณสูงผิดปกติ ซึ่งในอีก 3 ชั่วโมงต่อมา นักดาราศาสตร์จึงได้เห็นแสงวาบจากการระเบิดของซูเปอร์โนวา SN 1987A พิสูจน์ให้เห็นว่านิวทริโนสามารถเดินทางมาเตือนนักดาราศาสตร์ล่วงหน้าได้ก่อนที่แสงจากการระเบิดจะมาถึง

กราฟิกโดย Niklas Elmehed

IceCube Neutrino Observatory: เนรมิตธารน้ำแข็งขั้วโลกให้เป็นกล้องโทรทรรศน์

หอสังเกตการณ์รุ่นแรก ๆ อย่าง Kamiokande II ในญี่ปุ่น ต้องใช้น้ำบริสุทธิ์ถึง 3,000 ตันใต้ภูเขาสูงเพื่อเป็นตัวกลางในการตรวจจับนิวทริโน แต่งานดังกล่าวตรวจพบอนุภาคจากการระเบิด SN 1987A ได้เพียง 12 อนุภาคเท่านั้น

การจะตรวจจับ “นิวทริโนพลังงานสูง” ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์รุนแรงในเอกภพและมีปริมาณน้อยกว่านิวทริโนทั่วไปอย่างมาก จำเป็นต้องใช้ตัวกลางที่มีขนาดใหญ่โตมหาศาล ในปี 1988 ฟรานซิส ฮัลเซน จึงได้เสนอแนวคิดสุดขั้ว โดยการเปลี่ยนธารน้ำแข็งอันบริสุทธิ์ ไร้การรบกวน และกว้างใหญ่ ณ ขั้วโลกใต้ ให้กลายเป็นเครื่องตรวจจับธรรมชาติ

โปรเจกต์ไอซ์คิวบ์ใช้วิธีเจาะหลุมลึกลงไปในธารน้ำแข็ง และติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับแสง (Photomultiplier Tubes) ไว้ใต้แนวน้ำแข็งที่มีปริมาตรครอบคลุมกว่า 1 ลูกบาศก์กิโลเมตร สร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2011 และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ไอซ์คิวบ์ก็ประสบความสำเร็จในการตรวจพบนิวทริโนพลังงานสูงจากนอกระบบสุริยะ เปิดฉากยุคใหม่ของการสำรวจเอกภพด้วยนิวทริโนจนส่งผลให้ฮัลเซนได้รับรางวัลโนเบลในปี 2026

หน้าต่างบานใหม่แห่ง “ดาราศาสตร์พหุพาหะ”

ปกติแล้ว อนุภาคแสงที่เกิดขึ้น ณ ใจกลางดวงอาทิตย์อาจต้องใช้เวลานานนับแสนถึงล้านปีกว่าจะเดินทางผ่านมวลอันหนาแน่นออกมาถึงพื้นผิว แต่สำหรับนิวทริโน มันสามารถพุ่งตรงออกจากใจกลางดวงอาทิตย์หรือทะลุผ่านชั้นเปลือกดาวฤกษ์ที่กำลังระเบิดออกมาได้ทันที นิวทริโนจึงช่วยให้นักดาราศาสตร์มองเห็นปรากฏการณ์ทางอวกาศได้ลึกและรวดเร็วกว่าคลื่นแสง

สำหรับประเทศไทย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ได้วางให้วิจัยด้านจักรวาลวิทยาและฟิสิกส์พลังงานสูงเป็นหนึ่งในสาขาหลัก โดยมีนักดาราศาสตร์ไทยร่วมศึกษาในโครงการหอสังเกตการณ์นิวทริโนใต้ดิน Jiangmen Underground Neutrino Observatory (JUNO) ในประเทศจีน

ในอนาคต นิวทริโนจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของ “ดาราศาสตร์พหุพาหะ” (Multi-messenger Astronomy) ร่วมกับคลื่นความโน้มถ่วงและรังสีแกมมา ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนาเรื่องสสารมืด (Dark Matter) ไปจนถึงการมองข้ามกำแพงรังสีไมโครเวฟพื้นหลัง เพื่อศึกษา Cosmic Neutrino Background ย้อนเวลากลับไปสำรวจเอกภพในยุคแรกเริ่มก่อนที่จะกำเนิดคลื่นแสงแรกขึ้นมา


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล: nobelprize, NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

เขียนโดย

"เซบา บาสตี้" นิสิตสาขาวิชาภาษาเพื่อการสร้างสรรค์งานสื่อสิ่งพิมพ์ ม.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่เนื้อหาดิจิทัล สำนักสื่อดิจิทัล ไทยพีบีเอส คนทำงานด้านการเขียน : Specialist Contents / Journalist / Writer / Creative Copywriter / Proofreader Lover

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้จัก “กาฬโรค” เพื่อรู้เท่าทันโรค พร้อมรับมือ-ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นวิทยาศาสตร์

รู้จัก “กาฬโรค” เพื่อรู้เท่าทันโรค พร้อมรับมือ-ป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น

การเสียชีวิตของหญิงอายุ 28 ปี ซึ่งทำงานในห้องปฏิบัติการต่อต้านโรคระบาดในรัสเซีย ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสาเหตุของอาการป่วยของเธอ โดยอาจเกี่ยวกับกับโรคกาฬโรคปอด

06 ต.ค. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
“ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69วิทยาศาสตร์

“ลูกเห็บหลงฤดู” เหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. 69

พาไปรู้จัก “ลูกเห็บหลงฤดู” จากเหตุการณ์ลูกเห็บตกกลางกรุง เมื่อ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งจะเกิดจากสาเหตุใดนั้น ตามมาอ่านความรู้จาก อาจารย์บัญชา ธนบุญสมบัติ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับทางรายการวันใหม่ ไทยพีบีเอส กันได้เลย

02 ต.ค. 69|6 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุด : ผลวิจัยใหม่วิทยาศาสตร์

สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุด : ผลวิจัยใหม่

ผลการศึกษาวิจัยใหม่ สาเหตุการสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อ 252 ล้านปีก่อน เป็นผลการศึกษาวิจัยส่งสัญญาณเตือนโลกปัจจุบันว่า กำลังเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์การสูญพันธุ์ใหญ่ที่สุดนั้น

27 ก.ย. 69|27 ก.ย. 69
อ่านต่อ →