ฟอสฟอรัสขาว อาวุธเพลิงสุดอันตรายในยามศึกสงคราม

ฟอสฟอรัสขาว อาวุธเพลิงสุดอันตรายในยามศึกสงคราม

16 มี.ค. 69

"ฟอสฟอรัสขาว" (White Phosphorus) เป็นสารเคมีที่เป็นของแข็งคล้ายขี้ผึ้ง มักมีสีเหลืองหรือไม่มีสี มีกลิ่นคล้ายกระเทียม และติดไฟทันทีเมื่อสัมผัสกับออกซิเจน ทางการทหารมักใช้เพื่อส่องสว่างในสนามรบ สร้างม่านควัน และเป็นสารไวไฟ เพราะเมื่อติดไฟแล้ว ฟอสฟอรัสขาวจะดับยากมาก สารจะเกาะติดกับพื้นผิวต่าง ๆ เช่น ผิวหนังและเสื้อผ้า

 

นอกจากนี้ "ฟอสฟอรัสขาว" ยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ไม่ว่าจะสัมผัสผ่านทางใดก็ตาม ควันจากการเผาเป็นอันตรายต่อดวงตาและระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากมีกรดฟอสฟอริกและฟอสฟีนอยู่ และทำให้เกิดแผลไหม้ลึกและรุนแรงถึงกระดูกได้ หลังจากการสัมผัส 

 

ฟอสฟอรัสขาวไม่ถือเป็นอาวุธเคมีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (CWC) เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นสารก่อเพลิง จะทำงานได้ต้องอาศัยความร้อนและเปลวไฟเป็นหลัก มักถูกใช้ในวัตถุประสงค์ทางการทหารเพื่อการอำพรางตัวหรือให้แสงสว่างในสมรภูมิรบ แต่การใช้ฟอสฟอรัสขาวอาจละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธสงครามบางชนิด (CCW) จากระเบียบข้อ 3 ของอนุสัญญาห้ามการใช้ฟอสฟอรัสขาวต่อเป้าโจมตีที่ใกล้กับพลเรือน

 

มีรายงานก่อนหน้านี้ องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch (HRW) ในสหรัฐฯ ชี้ว่า "อิสราเอล" ใช้ฟอสฟอรัสขาว ซึ่งเป็นสารเคมีที่ติดไฟเมื่อถูกก๊าซออกซิเจน และลุกไหม้ โจมตีพื้นที่พลเรือนหลายแห่งทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อต้นเดือน มี.ค. 69 นี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายว่าด้วยมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดย HRW ชี้ว่า ผลจากการถูกโจมตีด้วยระเบิดฟอสฟอรัสขาว ทำให้เหยื่อเสียชีวิต หรือบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลให้เหยื่อที่บาดเจ็บใช้ชีวิตอย่างทนทุกข์ตลอดชีวิต

 

ที่มา : WHO, US Department of Defense, Forensic Architecture research group

 

Original Graphic : AFP

 

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

 

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech

ฟอสฟอรัสขาว อาวุธเพลิงสุดอันตรายในยามศึกสงคราม

16 มี.ค. 69

"ฟอสฟอรัสขาว" (White Phosphorus) เป็นสารเคมีที่เป็นของแข็งคล้ายขี้ผึ้ง มักมีสีเหลืองหรือไม่มีสี มีกลิ่นคล้ายกระเทียม และติดไฟทันทีเมื่อสัมผัสกับออกซิเจน ทางการทหารมักใช้เพื่อส่องสว่างในสนามรบ สร้างม่านควัน และเป็นสารไวไฟ เพราะเมื่อติดไฟแล้ว ฟอสฟอรัสขาวจะดับยากมาก สารจะเกาะติดกับพื้นผิวต่าง ๆ เช่น ผิวหนังและเสื้อผ้า

 

นอกจากนี้ "ฟอสฟอรัสขาว" ยังเป็นอันตรายต่อมนุษย์ไม่ว่าจะสัมผัสผ่านทางใดก็ตาม ควันจากการเผาเป็นอันตรายต่อดวงตาและระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากมีกรดฟอสฟอริกและฟอสฟีนอยู่ และทำให้เกิดแผลไหม้ลึกและรุนแรงถึงกระดูกได้ หลังจากการสัมผัส 

 

ฟอสฟอรัสขาวไม่ถือเป็นอาวุธเคมีภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยอาวุธเคมี (CWC) เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นสารก่อเพลิง จะทำงานได้ต้องอาศัยความร้อนและเปลวไฟเป็นหลัก มักถูกใช้ในวัตถุประสงค์ทางการทหารเพื่อการอำพรางตัวหรือให้แสงสว่างในสมรภูมิรบ แต่การใช้ฟอสฟอรัสขาวอาจละเมิดอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธสงครามบางชนิด (CCW) จากระเบียบข้อ 3 ของอนุสัญญาห้ามการใช้ฟอสฟอรัสขาวต่อเป้าโจมตีที่ใกล้กับพลเรือน

 

มีรายงานก่อนหน้านี้ องค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชน Human Rights Watch (HRW) ในสหรัฐฯ ชี้ว่า "อิสราเอล" ใช้ฟอสฟอรัสขาว ซึ่งเป็นสารเคมีที่ติดไฟเมื่อถูกก๊าซออกซิเจน และลุกไหม้ โจมตีพื้นที่พลเรือนหลายแห่งทางตอนใต้ของเลบานอน เมื่อต้นเดือน มี.ค. 69 นี้ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายว่าด้วยมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดย HRW ชี้ว่า ผลจากการถูกโจมตีด้วยระเบิดฟอสฟอรัสขาว ทำให้เหยื่อเสียชีวิต หรือบาดเจ็บรุนแรง และส่งผลให้เหยื่อที่บาดเจ็บใช้ชีวิตอย่างทนทุกข์ตลอดชีวิต

 

ที่มา : WHO, US Department of Defense, Forensic Architecture research group

 

Original Graphic : AFP

 

อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS

 

“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech