
อาการ “สโตรก” สังเกตได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า “BEFAST”
พาไปรู้จัก “BEFAST” วิธีการสังเกต “สโตรก” (Stroke) หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุด เพราะอาการมักเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกะทันหัน การสังเกตอาการโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ด้วยหลักการ “BEFAST” ซึ่งก็คือ
“B” หรือ “Balance” ก็คือการทรงตัว เดินเซ ล้มง่าย
“E” หรือ “Eyes” ก็คือการมองเห็น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน
“F” หรือ “Face” ก็คือใบหน้า เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองแบบขาดเลือดมักจะมีผลต่อสมองเพียงซีกเดียว ผู้ป่วยจึงมักแสดงอาการเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ใบหน้าคือหนึ่งในการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดเนื่องจากถูกควบคุมโดยเส้นประสาทสมอง (Cranial Nerves) อาการคือ การแสดงออกทางสีหน้าไม่สมมาตร เช่น ยิ้มแล้วมุมปากอีกด้านตก เป็นต้น
“A” คือ “Arm” หรือแขนอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการที่สมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด และไม่สามารถสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากแขนแล้วยังอาจส่งผลต่อขาอีกด้วย วิธีการทดสอบเบื้องต้นคือการให้ผู้ป่วยยกแขนขึ้นทั้งสองข้างและดูว่าแขนข้างใดอ่อนแรงลง หรือการให้ผู้ป่วยบีบมือทั้งสองข้างกับผู้ทดสอบ และดูว่ามีแขนข้างใดที่บีบได้อ่อนแรงกว่าหรือไม่
“S” คือ “Speech” หรือสูญเสียความสามารถในการพูด เมื่อสมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด การพูดซึ่งอาศัยการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก และกล้ามเนื้อในการเปล่งเสียง จะได้รับผลกระทบไปด้วย ผู้ป่วยมักจะพูดไม่ชัด สูญเสียความสามารถในการพูด (Expressive Aphasia) หรือแม้แต่การเข้าใจภาษา (Receptive Aphasia) ดังนั้นหากพูดกับผู้ป่วยแล้วผู้ป่วยเหม่อลอยไม่เข้าใจสิ่งที่พูด ก็อาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองได้
“T” คือ “Time” เวลา เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะสมองขาดเลือด ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อการรักษาทันที เพราะเวลาที่เสียไปคือเนื้อสมองที่ค่อย ๆ เสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ควรจดเวลาคร่าว ๆ ที่ผู้ป่วยแสดงอาการหรือเวลาที่เห็นผู้ป่วยแสดงอาการ เนื่องจากมีผลต่อการรักษาทางการแพทย์ในการประเมินความเสียหายของสมองของผู้ป่วย
📌อ่านต่อ : www.thaipbs.or.th/now/content/3880
อาการ “สโตรก” สังเกตได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า “BEFAST”
พาไปรู้จัก “BEFAST” วิธีการสังเกต “สโตรก” (Stroke) หรือโรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุด เพราะอาการมักเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกะทันหัน การสังเกตอาการโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ด้วยหลักการ “BEFAST” ซึ่งก็คือ
“B” หรือ “Balance” ก็คือการทรงตัว เดินเซ ล้มง่าย
“E” หรือ “Eyes” ก็คือการมองเห็น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน
“F” หรือ “Face” ก็คือใบหน้า เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองแบบขาดเลือดมักจะมีผลต่อสมองเพียงซีกเดียว ผู้ป่วยจึงมักแสดงอาการเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ใบหน้าคือหนึ่งในการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดเนื่องจากถูกควบคุมโดยเส้นประสาทสมอง (Cranial Nerves) อาการคือ การแสดงออกทางสีหน้าไม่สมมาตร เช่น ยิ้มแล้วมุมปากอีกด้านตก เป็นต้น
“A” คือ “Arm” หรือแขนอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการที่สมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด และไม่สามารถสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากแขนแล้วยังอาจส่งผลต่อขาอีกด้วย วิธีการทดสอบเบื้องต้นคือการให้ผู้ป่วยยกแขนขึ้นทั้งสองข้างและดูว่าแขนข้างใดอ่อนแรงลง หรือการให้ผู้ป่วยบีบมือทั้งสองข้างกับผู้ทดสอบ และดูว่ามีแขนข้างใดที่บีบได้อ่อนแรงกว่าหรือไม่
“S” คือ “Speech” หรือสูญเสียความสามารถในการพูด เมื่อสมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด การพูดซึ่งอาศัยการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก และกล้ามเนื้อในการเปล่งเสียง จะได้รับผลกระทบไปด้วย ผู้ป่วยมักจะพูดไม่ชัด สูญเสียความสามารถในการพูด (Expressive Aphasia) หรือแม้แต่การเข้าใจภาษา (Receptive Aphasia) ดังนั้นหากพูดกับผู้ป่วยแล้วผู้ป่วยเหม่อลอยไม่เข้าใจสิ่งที่พูด ก็อาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองได้
“T” คือ “Time” เวลา เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะสมองขาดเลือด ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อการรักษาทันที เพราะเวลาที่เสียไปคือเนื้อสมองที่ค่อย ๆ เสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ควรจดเวลาคร่าว ๆ ที่ผู้ป่วยแสดงอาการหรือเวลาที่เห็นผู้ป่วยแสดงอาการ เนื่องจากมีผลต่อการรักษาทางการแพทย์ในการประเมินความเสียหายของสมองของผู้ป่วย
📌อ่านต่อ : www.thaipbs.or.th/now/content/3880