โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นสาเหตุการเสียชีวิตและความพิการลำดับต้น ๆ ของไทย โดยในอดีตโรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบัน กลับพบในคนอายุน้อยและคนวัยทำงานเพิ่มขึ้น “สโตรก” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ทุกคนล้วนมีความเสี่ยง ด้วยเหตุนี้ Thai PBS Sci & Tech จึงขอพามารู้จัก “BEFAST” วิธีการสังเกต โรคหลอดเลือดสมอง เผื่อเผชิญกับสัญญาณเตือนดังกล่าว จะได้ไปโรงพยาบาลในทันที
สำหรับ โรคหลอดเลือดสมอง “สโตรก” (Stroke) หรือคนไทยอาจคุ้นชินกับคำว่า อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นภาวะที่สมองส่วนใดส่วนหนึ่งสูญเสียการทำงานอย่างเฉียบพลัน โดยเป็นอาการอย่างหนึ่งที่สังเกตได้ง่าย “อัมพฤกษ์” หมายถึงอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงปานกลาง ตามัวครึ่งตา เสียการทรงตัวชั่วขณะ แต่หากกล้ามเนื้อบางส่วนของร่างกายไม่สามารถขยับได้เลย สูญเสียการทรงตัว พูดไม่ได้ กล้ามเนื้อใบหน้าทำงานไม่เท่ากัน อาการเหล่านี้เป็นอาการรุนแรงและนิยมเรียกว่า “อัมพาต”
ทั้งนี้ สโตรก นั้นเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่มาเลี้ยงสมอง โดยแบ่งตามสาเหตุของโรคออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ
1. โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน ซึ่งจะพบได้ประมาณ 80% ของผู้ป่วย
2. โรคหลอดเลือดสมองแตก พบได้ประมาณ 20%
สำหรับความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับอาการ และบริเวณหลอดเลือดที่มีปัญหา

สโตรกแบ่งออกเป็น 2 ชนิด
โดยทั่วไปมีการจำแนกชนิดของโรคหลอดเลือดสมองออกเป็น 2 ชนิด คือ หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke) และหลอดเลือดสมองแตก (hemorrhagic stroke) และในผู้ป่วยบางอาจเกิดการอุดตันเพียงชั่วคราว (Transient ischemic attack) แต่ละชนิดมีสาเหตุที่แตกต่างกันดังนี้
หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic stroke)
เป็นชนิดโรคหลอดเลือดสมองที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากผนังหลอดเลือดหนา ตีบแคบ จนกั้นทางเดินเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดลดลงอย่างรวดเร็วหรือเกิดภาวะสมองขาดเลือด หลอดเลือดตีบหรืออุดตันมักมีสาเหตุคล้ายกับโรคหลอดเลือดหัวใจ คือการไขมันสะสมในเลือด ลิ่มเลือด หรือสิ่งแปลกปลอมอื่น ๆ ที่เดินทางไปกับเลือดจากหัวใจ และตกค้างอยู่ในหลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดจากลิ่มเลือดหลุดจากบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ส่วนมากเป็นลิ่มเลือดจากหัวใจ หลุดมาอุดตันหลอดเลือดสมอง
หลอดเลือดสมองแตก (Hemorrhagic stroke)
ภาวะเลือดออกในสมองจากหลอดเลือดในสมองแตก รั่ว หรือ ฉีกขาด เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยดังนี้
- ความดันโลหิตสูงมากกว่าระดับที่ควบคุมได้
- หลอดเลือดในสมองแตกจากการอุดตัน
- ผลข้างเคียงการรักษาด้วยยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- เกิดเส้นเลือดโป่งพองในบริเวณผนังหลอดเลือดไม่แข็งแรง
- การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุรุนแรง
- ผนังหลอดเลือดในสมองเปราะ (Cerebral amyloid angiopathy) จากการสะสมและตกตะกอนของโปรตีน
- หลอดเลือดสมองแตกจากโรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ AVM (Arteriovenous Malformations)
- หลอดเลือดสมองตีบชั่วคราว TIA (Transient ischemic attack)
ภาวะหลอดเลือดสมองตีบชั่วคราว TIA (ที-ไอ-เอ)
บางครั้งถูกเรียกว่า “Ministroke” มักส่งผลกระทบให้สมองขาดเลือดชั่วคราวและหายได้เองภายใน 24 ชม. TIA มีสาเหตุคล้ายกับหลอดเลือดสมองอุดตัน (Ischemic stroke) คือเกิดจากลิ่มเลือดหรือสิ่งแปลกปลอมในเลือดตกค้างในหลอดเลือดสมอง จนทำให้ขวางทางไหลของเลือดแต่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ไม่ได้ส่งผลกระทบยาวนานหรือถาวร
อย่างไรก็ตามการที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบเพียงชั่วคราวและอาการดีขึ้น ไม่ได้แปลปลอดภัยดีเสมอไป ที่สำคัญหากไม่ได้รับการรักษายังเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองอุดตันมากขึ้น ดังนั้นหากมีอาการคล้ายโรคหลอดเลือดสมองแม้จะเพียงชั่วคราว ยังต้องพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

รู้จัก “BEFAST” วิธีการสังเกตสโตรก (โรคหลอดเลือดสมอง)
โรคหลอดเลือดสมองเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุด เพราะอาการมักเกิดขึ้นอย่างรุนแรงและกะทันหัน การสังเกตอาการโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดเฉียบพลันสามารถทำตามได้ง่าย ๆ ด้วยหลักการ “BEFAST” ซึ่งก็คือ
“B” หรือ “Balance” ก็คือการทรงตัว เดินเซ ล้มง่าย
“E” หรือ “Eyes” ก็คือการมองเห็น ตามัว มองเห็นภาพซ้อน
“F” หรือ “Face” ก็คือใบหน้า เนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองแบบขาดเลือดมักจะมีผลต่อสมองเพียงซีกเดียว ผู้ป่วยจึงมักแสดงอาการเพียงข้างใดข้างหนึ่ง ใบหน้าคือหนึ่งในการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดเนื่องจากถูกควบคุมโดยเส้นประสาทสมอง (Cranial Nerves) อาการคือ การแสดงออกทางสีหน้าไม่สมมาตร เช่น ยิ้มแล้วมุมปากอีกด้านตก เป็นต้น
“A” คือ “Arm” หรือแขนอ่อนแรง ซึ่งเกิดจากการที่สมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด และไม่สามารถสั่งการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากแขนแล้วยังอาจส่งผลต่อขาอีกด้วย วิธีการทดสอบเบื้องต้นคือการให้ผู้ป่วยยกแขนขึ้นทั้งสองข้างและดูว่าแขนข้างใดอ่อนแรงลง หรือการให้ผู้ป่วยบีบมือทั้งสองข้างกับผู้ทดสอบ และดูว่ามีแขนข้างใดที่บีบได้อ่อนแรงกว่าหรือไม่
“S” คือ “Speech” หรือสูญเสียความสามารถในการพูด เมื่อสมองซีกใดซีกหนึ่งขาดเลือด การพูดซึ่งอาศัยการทำงานร่วมกันของสมองทั้งสองซีก และกล้ามเนื้อในการเปล่งเสียง จะได้รับผลกระทบไปด้วย ผู้ป่วยมักจะพูดไม่ชัด สูญเสียความสามารถในการพูด (Expressive Aphasia) หรือแม้แต่การเข้าใจภาษา (Receptive Aphasia) ดังนั้นหากพูดกับผู้ป่วยแล้วผู้ป่วยเหม่อลอยไม่เข้าใจสิ่งที่พูด ก็อาจเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองได้
“T” คือ “Time” เวลา เวลาเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง หากสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะสมองขาดเลือด ให้รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลเพื่อการรักษาทันที เพราะเวลาที่เสียไปคือเนื้อสมองที่ค่อย ๆ เสียหายมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ควรจดเวลาคร่าว ๆ ที่ผู้ป่วยแสดงอาการหรือเวลาที่เห็นผู้ป่วยแสดงอาการ เนื่องจากมีผลต่อการรักษาทางการแพทย์ในการประเมินความเสียหายของสมองของผู้ป่วย

ใครเสี่ยงเป็นสโตรก?
- ความดันเลือดสูง
- ไขมันในเลือดสูง
- เบาหวาน
- สูบบุหรี่จัด
- โรคหัวใจ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ไม่ออกกำลังกาย
- ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
- มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
การพยากรณ์โรคมักขึ้นอยู่กับชนิดของโรคหลอดเลือดสมองที่เกิด ชนิดขาดเลือดมักจะอันตรายน้อยกว่าชนิดเลือดออก การรักษาโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดมักเป็นการให้ยาละลายลิ่มเลือด (Recombinant Tissue Plasminogen Activator หรือ rt-PA) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) หรือร่วมกับการสวนหลอดเลือดสมองเพื่อดึงลิ่มเลือดที่อุดตันออก (Mechanical Thrombectomy)
ในชนิดเลือดออก การรักษามักมีความซับซ้อนกว่ามาก เนื่องจากแรงดันในสมองทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อสมองอย่างเป็นวงกว้าง แพทย์อาจจำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อระบายเลือดและซ่อมแซมหลอดเลือดที่เสียหายให้เร็วที่สุด รวมถึงผ่ากะโหลกออกบางส่วน (Craniectomy) เพื่อให้สมองสามารถขยายตัวได้โดยไม่ถูกกดทับ
ผู้ป่วยที่รักษาทันเวลามักจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้หลังจากการบำบัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยหลายรายที่รักษาไม่ทันเวลาอาจเกิดความพิการหลายอย่างขึ้นได้ หรือถึงขั้นอยู่ในภาวะโคมาและเสียชีวิต ดังนั้นสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง เวลาคือสิ่งที่สำคัญที่สุด การนำผู้ป่วยส่งให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุดมีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก เป็นโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้แบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งเราต้องรับมืออย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาชีวิตได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้น การรู้เท่าทันสัญญาณเตือน รู้จักปัจจัยเสี่ยง และรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีเมื่อสังเกตเห็นอาการเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
ถ้าเห็นใครหรือตัวเองมีอาการหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง …อย่าช้า! โทร. 1669 ด่วน
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : พญ.กฤชฐา พึ่งเจริญ ประสาทวิทยา โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา, อ.นพ.กิตติ เทียนขาว คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่, โชติทิวัตถ์ จิตต์ประสงค์ Department of Biomedical Sciences City University of Hong Kong, ผศ. นพ.เจษฎา เขียนดวงจันทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









