ทุกครั้งที่มีการจัดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ บรรยากาศทางการเมืองจะคึกคักและเต็มไปด้วยความตื่นตัว ประชาชนชาวกรุงเทพฯ มีโอกาสได้ฟังนโยบาย ได้เลือกผู้นำของตนเอง และได้เห็นความหวังในการเปลี่ยนแปลงเมืองไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ภาพเหล่านี้กลับกลายเป็นคำถามอยู่ในใจของคนต่างจังหวัดว่า ทำไมต่างจังหวัดถึงไม่มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเองบ้าง ? Thai PBS ขอพาผู้อ่านทุกคนค้นหาคำตอบไปพร้อม ๆ กัน ว่าทำไมการกระจายอำนาจถึงไม่เกิดขึ้นจริงเสียที
ย้อนที่มา เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 คณะราษฎรมีความพยายามที่จะกระจายอำนาจผ่านการตั้งเทศบาล เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้เรียนรู้ประชาธิปไตย ทว่าในเวลาต่อมาบริบททางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น ความหวาดกลัวต่อภัยคอมมิวนิสต์ ทำให้รัฐบาลรวมศูนย์อำนาจกลับเข้าสู่ส่วนกลาง เพราะเกรงว่าหากท้องถิ่นเข้มแข็งเกินไปอาจเป็นภัยต่อความมั่นคงและนำไปสู่ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนได้ ด้วยเหตุนี้โครงสร้างการบริหารประเทศจึงยังคงถูกผูกขาดโดยราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 จุดเริ่มต้นเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2518 มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นครั้งแรก ผ่านการให้เหตุผลว่ากรุงเทพมหานคร มีประชากรหนาแน่น เป็นศูนย์รวมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว จึงจำเป็นต้องมีความคล่องตัวและเป็นอิสระในการบริหาร ในขณะที่อีก 76 จังหวัดที่เหลือยังคงต้องอยู่ภายใต้ระบบการปกครองแบบรวมศูนย์ และรอรับผู้ว่าราชการจังหวัดที่รัฐบาลส่วนกลางส่งมาให้
การเลือกตั้งผู้ว่าฯ และโครงสร้างการบริหาร
กรุงเทพมหานครเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในหลายมิติ สามารถจัดทำบริการสาธารณะขนาดใหญ่ได้ ผู้ว่าฯ กทม. จึงมีอำนาจและทรัพยากรอยู่ในมือเพื่อจัดการปัญหาของเมืองได้อย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน รูปแบบการบริหารของต่างจังหวัดนั้นมีความทับซ้อนและซับซ้อนกว่ามาก โดยถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ ราชการส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด) และ ราชการส่วนท้องถิ่น (นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด หรือ นายก อบจ., เทศบาล, อบต.)
โครงสร้างการบริหารที่มีความทับซ้อน (ภาพ: The Active)
โครงสร้างเช่นนี้ทำให้เกิดการทับซ้อนในการทำงาน แม้ว่าท้องถิ่นจะมี นายก อบจ. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ก็มีอำนาจและงบประมาณจำกัด และถูกทับซ้อนหรือสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอที่ถูกส่งมาจากส่วนกลาง เช่น การพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีของเทศบาล หลังจากผ่านความเห็นชอบของสภาเทศบาลแล้ว ก็ต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความเห็นชอบด้วย
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการกระจายงบประมาณ เพราะส่วนกลางนำงบประมาณไปบริหารเองราว 65-70% โครงสร้างนี้ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างทั่วถึง เพราะอำนาจในการบริหารจัดการ การอนุมัติโครงการ ส่วนใหญ่ยังคงผูกขาดอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถบริหารจัดการตนเองได้เต็มที่
ไม่มีเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต่างจังหวัด เกิดผลกระทบอย่างไร
ผู้ว่าราชการจังหวัดมาจากการแต่งตั้งและโยกย้ายโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงที่ต้องรับนโยบายจากส่วนกลางมาสวมลงในพื้นที่ ปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบนี้คือ ความไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้ไม่เข้าใจบริบท ปัญหาเชิงลึก และวัฒนธรรมของพื้นที่นั้น ๆ อย่างแท้จริง หนำซ้ำผู้ว่าฯ หลายคนมีเวลาทำงานเพียง 1-2 ปี ก็ต้องถูกโยกย้าย หรือไม่ก็ถึงเวลาเกษียณอายุการทำงาน ความไม่ต่อเนื่องในการทำงานจึงเกิดขึ้น
อุบลราชธานี เคยมีผู้ว่าฯ ที่มาดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดเพียง 14 วัน
สถิติที่น่าตกใจก็คือ ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ภาคเหนือมีผู้ว่าฯ รวมกันถึง 291 คน เฉลี่ยแล้วคนหนึ่งอยู่ในตำแหน่งเพียง 1 ปี 8 เดือน เช่น จังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ว่าฯ เปลี่ยนไปถึง 16 คน ในรอบ 25 ปี ส่วนจังหวัดพะเยา เปลี่ยนผู้ว่าฯ ถึง 23 คนในรอบ 30 ปี และที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ จังหวัดอุบลราชธานี เคยมีผู้ว่าฯ ที่มาดำรงตำแหน่งสั้นที่สุดเพียง 14 วัน ก่อนจะถูกคำสั่งโยกย้ายทางการเมือง แสดงให้เห็นเลยว่าส่วนกลางอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับตำแหน่งนี้มากเท่าที่ควร
สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนออกมาเป็นความคิดเห็นผ่านทางโพลของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ NIDA Poll ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าประชากรในต่างจังหวัดกว่า 66% ต้องการให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง และมองว่าผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งจะตอบสนองต่อความต้องการของพวกเขาได้ดีกว่าคนจากส่วนกลาง
ผลสำรวจความคิดเห็น คนต่างจังหวัด อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของตนเองหรือไม่ (ภาพ: NIDA Poll)
นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวในการผลักดันรูปแบบการปกครองพิเศษ ผ่านการแก้ไขกฎหมายและโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน จากเดิมที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ให้กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น โดยมีเป้าหมายในการยกระดับจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดของตนเอง และมีอำนาจในการจัดการงบประมาณและแก้ปัญหาในพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีโครงการนำร่องในหลายพื้นที่ เช่น
- เชียงใหม่มหานคร เชียงใหม่ถือเป็นจังหวัดที่มีความเคลื่อนไหวชัดเจนที่สุด มีการรวมตัวของภาคประชาสังคมและ "สภาพลเมืองเชียงใหม่" ที่ร่วมกันร่าง พ.ร.บ. เชียงใหม่มหานคร และรวบรวมรายชื่อประชาชนกว่า 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอเข้าสู่สภา รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมจำลองการเลือกตั้งผู้ว่าฯ เชียงใหม่ เพื่อแสดงจุดยืนอย่างเป็นรูปธรรม
- ภูเก็ตมหานคร ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาล แต่กลับได้งบประมาณพัฒนาจังหวัดกลับคืนมาน้อยนิด ประชาชนจึงออกมาเรียกร้องสิทธิในการจัดการตนเองและเลือกตั้งผู้ว่าฯ เพื่อให้สามารถนำรายได้มาพัฒนาพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว
- ขอนแก่น มีการรวมตัวของกลุ่มนักกิจกรรมในนาม "ขอนแก่นพอกันที" ได้ไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ และให้ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค ถ่ายโอนอำนาจและงบประมาณสู่ท้องถิ่น
- เชียงราย มีการนำมวลชนจัดกิจกรรมชุมนุมและถือป้ายข้อความเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย พร้อมทั้งปราศรัยสนับสนุนให้ทุกจังหวัดที่มีความพร้อมได้จัดการตนเอง
สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า การตื่นตัวเกิดขึ้นแล้ว พลังของคนต่างจังหวัดกำลังใช้กลไกทางกฎหมายทุกช่องทาง เพื่อผลักดันให้เกิดการปลดล็อกท้องถิ่น นำไปสู่การกระจายอำนาจอย่างแท้จริง
เลือกตั้งผู้ว่าฯ ต่างจังหวัด เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ ?
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุด แม้การตื่นตัวของสังคมจะเกิดขึ้นแล้ว แต่การจะทำให้เกิดขึ้นได้จริงนั้น จำเป็นที่จะต้องร่วมกันผลักดันให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น นักวิชาการอย่าง รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี ได้เสนอแนวทางกับทาง BBC Thai ไว้ว่า ในแต่ละจังหวัดต้องมีการรวมตัวกันเพื่อนำเสนอ ร่าง พ.ร.บ. ของตนเอง เรียกร้องความเป็นอิสระ รวมไปถึงการผลักดันให้พรรคการเมืองสนับสนุนให้วาระดังกล่าวเป็นวาระสำคัญ เพื่อเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติและแก้ไขกฎหมาย หรือเปิดทางให้ประชาชนสามารถเสนอให้มีการทำประชามติ เพื่อเป็นการทดสอบความพร้อมและถามความต้องการ ว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการกระจายอำนาจและเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต่างจังหวัด
ข้อเสนอร่าง พ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร (ภาพ: ilaw)
อย่างในกรณีล่าสุด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา วุฒิสภา (สว.) เพิ่งลงมติเห็นชอบกับรายงานการจัดตั้ง "เชียงใหม่มหานคร" และ "ภูเก็ตมหานคร" ให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษด้านการท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี โดยการที่เชียงใหม่ และภูเก็ต จะมาถึงจุดนี้ก็เริ่มต้นมาจากการตื่นตัวของภาคประชาชนภายในจังหวัดนั่นเอง
ท้ายที่สุดแล้วจะเห็นได้ว่า สาระสำคัญอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต่างจังหวัดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การกระจายอำนาจให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เพราะระบบรวมศูนย์ในปัจจุบันทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ จนกลายเป็นเรื่องที่คนในสังคมยอมรับสภาพว่าต่างจังหวัดอาจไม่มีวันเจริญไปได้มากกว่าที่เป็นอยู่ จนเกิดการเดินทางมุ่งหน้าเข้าเมืองกรุงของผู้คนเป็นจำนวนมาก เพื่อแสวงหาโอกาสที่ไม่มีอยู่ในพื้นที่ของตนเอง การกระจายอำนาจจะเข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้ เพื่อลดการกระจุกตัวของความเจริญที่ผูกขาดอยู่แค่ในส่วนกลาง ลดความแออัดในเมืองหลวง ซึ่งเป็นปัญหาที่คนเมืองกรุงเผชิญกันมาอย่างยาวนาน ดังนั้นการเลือกตั้งผู้ว่าฯ ต่างจังหวัด จึงเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่คนต่างจังหวัดอีกต่อไป
ติดตามเนื้อหาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ
- ย้อนรอยการก่อตั้ง ‘กรุงเทพมหานคร’ และรายชื่อผู้ว่าฯ กทม.
- เลือกบ้างได้ไหม ? คนกรุงได้เลือกตั้ง ผู้ว่าฯ แล้วเมื่อไหร่ ? จะถึงตาคนต่างจังหวัดบ้าง
- ผู้ว่าฯ กทม. สายไหน ที่ใช่สำหรับคนเมือง ? คุยเรื่องนโยบายผ่านวงกาแฟยามเช้าที่สวนลุมฯ
- Rocket Media Lab เปิดโผ “Bangkok Index 2025” 50 เขตในกรุงเทพฯ ที่ไหนน่าอยู่
อ้างอิง
- เลือกตั้งผู้ว่าฯ ทางตรง แนวทางขับเคลื่อนสู่ความสำเร็จ | สถาบันพระปกเกล้า
- ผู้ว่าฯ แบบไหนที่ใช่ เลือกตั้ง แต่งตั้ง หรือยกเลิก? | เสียงเปลี่ยนเมือง
- เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. : คนต่างจังหวัดเคลื่อนไหวอยากมีผู้ว่าฯ มาจากการเลือกตั้ง | BBC Thai
- เปิดร่างพ.ร.บ.เชียงใหม่มหานคร รวบรวม 10,000 ชื่อ ขอเลือกตั้งผู้ว่าฯ จัดการตัวเอง | ilaw
- คนต่างจังหวัด อยากเลือกตั้งผู้ว่าฯ ของตนเองหรือไม่ | NIDA Poll









