ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
โลกเดือด ยุโรปไปก่อน ทำไมประเทศเมืองหนาว ถึงอาจเกิดหายนะก่อนใคร
สิ่งแวดล้อม

โลกเดือด ยุโรปไปก่อน ทำไมประเทศเมืองหนาว ถึงอาจเกิดหายนะก่อนใคร

พีรณัฐ วัฒนเสน22 มิ.ย. 697 นาที22 มิ.ย. 69

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปได้เผชิญกับปรากฏการณ์คลื่นความร้อน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของฤดูกาลอย่างแปลกประหลาด

ขนาดตัวอักษร

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปได้เผชิญกับปรากฏการณ์คลื่นความร้อน โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อนครั้งล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของฤดูกาลอย่างแปลกประหลาด จากเดิมที่ฤดูใบไม้ผลิควรจะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่อุณหภูมิค่อย ๆ สูงขึ้น กลับถูกแทนที่ด้วยอุณหภูมิร้อนจัดอย่างฉับพลันในหลายพื้นที่ของยุโรปตะวันตกและยุโรปใต้ ซึ่งบางแห่งมีอุณหภูมิสูงกว่า 35 องศาเซลเซียส หรือร้อนกว่าประเทศไทยในบางวันเสียอีก

โดยผู้คนยุโรปตะวันตกที่คุ้นชินกับภูมิอากาศแบบอบอุ่น ไม่เคยเผชิญกับอากาศร้อนจัดแบบปัจจุบัน ทำให้อาคารส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่นมากกว่าการระบายความร้อน แถมยังมีการใช้เครื่องปรับอากาศในครัวเรือนไม่แพร่หลายเท่ากับประเทศเขตร้อน ประกอบกับพฤติกรรมของประชาชนที่ยังไม่คุ้นชินกับการรับมืออุณหภูมิสูง จึงส่งผลผลกระทบต่อสุขภาพและอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าส่วนอื่นของโลก

โดยปรากฏการณ์นี้มีความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนของบรรยากาศ เช่น การเกิดบริเวณความกดอากาศสูงที่คงตัวเป็นเวลานาน ทำให้มวลอากาศร้อนสะสมอยู่เหนือพื้นที่เดิมต่อเนื่องหลายวัน ประกอบกับภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิโดยรวมของโลกสูงขึ้นอยู่แล้ว ส่งผลให้คลื่นความร้อนเกิดเร็วขึ้น ยาวนานขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าที่เคยเกิดในอดีต

เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคอย่างไซบีเรีย ซึ่งมีลักษณะภูมิอากาศแบบแผ่นดินขนาดใหญ่ จะพบว่าทั้งยุโรปตะวันตกกับไซบีเรียต่างเผชิญความผันผวนของอุณหภูมิอย่างรุนแรงเช่นกัน โดยไซบีเรียสามารถมีอุณหภูมิต่ำกว่า -40 องศาเซลเซียสในฤดูหนาว และสูงกว่า 30 องศาเซลเซียสในฤดูร้อน แต่ประชากรและระบบโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ดังกล่าวได้ปรับตัวต่อสภาพสุดขั้วนี้มาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งในด้านรูปแบบอาคารที่สามารถเก็บความร้อนในฤดูหนาว แต่ก็ยังระบายความร้อนได้ในฤดูร้อน พฤติกรรมการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปตามฤดูกาล และระบบพลังงานที่รองรับความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

คลื่นความร้อน (Heatwave) ในยุโรป : ที่มาภาพ Sciencephoto

โดยคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นในยุโรปนี้ไม่ได้หมายถึงแค่จะมีอากาศร้อนเท่านั้น แต่คือช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวนานผิดปกติและต่อเนื่องหลายวัน ซึ่งมักเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Blocking High ซึ่งเป็นระบบความกดอากาศสูงที่หยุดนิ่ง ส่งผลให้มวลอากาศร้อนจากแอฟริกาเหนือเคลื่อนตัวขึ้นมาปกคลุมยุโรปตะวันตกและตอนกลางได้เป็นเวลานาน ทำให้อุณหภูมิในตอนกลางวันสูงขึ้นและอุณหภูมิในตอนกลางคืนก็ลดลงได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คนยุโรปเล่นน้ำคลายร้อน : ที่มาภาพ AP Photo

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ยุโรปเปราะบางต่อคลื่นความร้อนคือการซ้อนทับของหลายปัจจัยเชิงโครงสร้าง

อย่างแรกคือสถาปัตยกรรมของอาคารตามที่กล่าวไปข้างต้น เพราะอาคารจำนวนมากในยุโรป โดยเฉพาะในเมืองเก่า ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความร้อน ไม่ใช่ระบายความร้อน ผนังหนา หน้าต่างขนาดเล็ก และฉนวนกันความร้อนที่ออกแบบมาเพื่อฤดูหนาว กลับกลายเป็นตัวดักเก็บความร้อนในฤดูร้อน ทำให้อุณหภูมิภายในอาคารสูงสะสมอย่างต่อเนื่อง อาคารจำนวนมากไม่มีระบบปรับอากาศ เนื่องจากในอดีตไม่จำเป็นที่จะต้องติดตั้ง การติดตั้งแอร์ในยุโรปจึงมีสัดส่วนต่ำกว่าสหรัฐฯ หรือเอเชียอย่างมาก ส่งผลให้เมื่อเกิดคลื่นความร้อนขึ้นผู้คนจำนวนมากไม่มีวิธีหลีกเลี่ยงความร้อนภายในบ้าน

อย่างที่สองคือเรื่องของ Urban Heat Island เมืองใหญ่ในยุโรป เช่น ปารีส ลอนดอน หรือมาดริด มีลักษณะการก่อสร้างที่หนาแน่น ใช้วัสดุอย่างคอนกรีตและยางมะตอยซึ่งดูดซับและปล่อยความร้อน ทำให้อุณหภูมิในเมืองสูงกว่าพื้นที่ชนบทหลายองศา และที่สำคัญคือคายความร้อนออกในช่วงกลางคืน คล้ายกับปัญหาที่กรุงเทพมหานครเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

ผังเมืองในยุโรป : ที่มาภาพ Travel MThai

และอย่างสุดท้ายคือพฤติกรรมและวัฒนธรรม สังคมยุโรปไม่ได้ถูกปรับให้รับมือความร้อนสูง เช่น การออกแบบเวลาใช้ชีวิต การแต่งกาย หรือแม้แต่การรับรู้ความเสี่ยงจากความร้อน ซึ่งแตกต่างจากประเทศเขตร้อนที่มีความสามารถในการประตัวต่ออากาศร้อนที่ดีกว่า เช่น การใส่กางเกงขาสั้น สวมเสื้อผ้าบาง ๆ เป็นปกติอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน

โดยคลื่นความร้อนจะส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ผ่านกลไกหลักคือการรบกวนระบบ Thermoregulation หรือระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เมื่ออุณหภูมิภายนอกสูงและความชื้นสูงขึ้น การระบายความร้อนผ่านเหงื่อก็จะมีประสิทธิภาพลดลงตามไปด้วย ซึ่งภาวะที่รุนแรงที่สุดก็คือภาวะ Heatstroke ซึ่งมักเกิดเมื่ออุณหภูมิร่างกายเกิน 40°C ส่งผลให้โปรตีนในร่างกายเริ่มเสียสภาพ ระบบประสาทล้มเหลว และอาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันสั้น

กลุ่มคนที่เสี่ยงเป็น Heatstroke : ที่มาภาพ Pixabay

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในยุโรปรุนแรงขึ้นคือเมื่ออุณหภูมิกลางคืนไม่ลดลง ร่างกายจะไม่มีช่วงเวลาฟื้นตัว ทำให้เกิดความเครียดระดับเซลล์สะสมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

เหตุการณ์คลื่นความร้อนในยุโรปปี 2003 ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงภัยคลื่นความร้อนได้เป็นอย่างดี โดยมีผู้เสียชีวิตในยุโรปมากกว่า 70,000 คน เพียงเหตุการณ์เดียว ประเทศฝรั่งเศสได้รับผลกระทบหนักเป็นพิเศษ โดยพบว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมากเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่เพียงลำพังในที่อยู่อาศัยที่ไม่มีระบบระบายความร้อน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงระบบ ตั้งแต่โครงสร้างเมือง ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงการขาดการเตรียมพร้อมของรัฐ และนำไปสู่การพัฒนาระบบเตือนภัยคลื่นความร้อนในหลายประเทศหลังจากนั้น

แม้ว่าจะมีมาตรการเพิ่มขึ้น เหตุการณ์ในปี 2019 และ 2022 ก็ยังแสดงให้เห็นว่ายุโรปยังคงมีความเปราะบางสูงต่อความร้อนสุดขั้ว การปรับตัวต่อคลื่นความร้อนในยุโรปเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน หนึ่งในนั้นคือโครงสร้างพื้นฐานที่เปลี่ยนยาก เมืองเก่า อาคารประวัติศาสตร์ และข้อจำกัดด้านกฎหมาย ทำให้การปรับปรุงอาคารให้รองรับความร้อนทำได้ยากและใช้เวลานาน

อีกประเด็นคือเรื่องการเพิ่มการใช้เครื่องปรับอากาศที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งย้อนกลับไปเร่งปัญหาภาวะโลกร้อน

การใช้เครื่องปรับอากาศ : ที่มาภาพ Pixabay

นอกจากนี้การรับรู้ของสังคมเองก็เป็นปัจจัยสำคัญ ในหลายกรณีความร้อนมักไม่ถูกมองว่าเป็นภัยพิบัติร้ายแรงเท่ากับน้ำท่วมหรือพายุ ทำให้การเตรียมพร้อมและการสื่อสารความเสี่ยงยังไม่เพียงพอ

แบบจำลองภูมิอากาศชี้ให้เห็นว่า คลื่นความร้อนในยุโรปจะมีความถี่ ความรุนแรง และระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นในศตวรรษนี้ หากไม่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

แนวทางการปรับตัวจึงต้องเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ตั้งแต่การออกแบบเมืองใหม่ที่เพิ่มพื้นที่สีเขียว การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน การพัฒนาระบบทำความเย็นที่ไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เช่น สีกันร้อน ไปจนถึงการสร้างระบบเตือนภัยและศูนย์พักพิงสาธารณะจากอากาศร้อน และการปรับพฤติกรรมเองก็เป็นอีกหนึ่งความสำคัญ อย่างเช่น การหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และการดูแลกลุ่มเปราะบาง

เรียกได้ว่าสิ่งที่ทำให้ยุโรปตกอยู่ในภัยความเสี่ยง คือการปรับตัวไม่ทันต่อโลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางระบบที่สร้างมาในโลกที่เคยเย็นกว่าในวันนี้


อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS


ที่มาข้อมูล : springer, eea, nature, springer


“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech  
 

บทความที่เกี่ยวข้อง

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯสิ่งแวดล้อม

อุณหภูมิโลกสูงขึ้น! โลกเปลี่ยนรูปร่าง ส่งผลต่อการหมุนรอบตัวเอง ปี 2029 หนึ่งนาที อาจเหลือ 59 วิฯ

ชวนลดโลกร้อน เพราะ “โลกร้อน” ส่งผลกระทบที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง เนื่องจากทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น เป็นผลให้ “โลก” กำลังเปลี่ยนรูปร่างทางกายภาพและแบนราบน้อยลง

18 ก.ย. 69|2 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นสิ่งแวดล้อม

ฤทธิ์เอลนีโญ 2026! ปีนี้ยังไม่มีพายุเฮอร์ริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น

อธิบายด้วยวิทยาศาสตร์! ปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงเป็นพิเศษในปีนี้ ส่งผลให้ ณ ตอนนี้ยังไม่มีพายุเฮอริเคนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเลยแม้แต่ลูกเดียว แต่การเกิดพายุในมหาสมุทรแปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้น ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น มาหาคำตอบในเรื่องนี้กัน

16 ก.ย. 69|4 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็นสิ่งแวดล้อม

วิกฤตเงียบกลางมหานคร Data Center แทรกตัวสู่ใจกลางกรุงเทพฯ ผลกระทบที่มองไม่เห็น

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI และการประมวลผลบนระบบคลาวด์ทั่วโลก กำลังส่งผลให้ความต้องการพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

15 ก.ย. 69|5 วันที่แล้ว
อ่านต่อ →
    โลกเดือด ยุโรปไปก่อน ทำไมประเทศเมืองหนาว ถึงอาจเกิดหายนะก่อนใคร | Thai PBS Sci & Tech