ณ ตอนนี้น้ำแข็งบนผิวดวงจันทร์ก็ไม่ต่างอะไรไปจากน้ำมันอวกาศ ที่เร่งให้เกิดการแข่งขันกลับไปดวงจันทร์อีกครั้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในรอบ 50 กว่าปีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน โดยเฉพาะการไปลงจอดและสร้างฐานปฏิบัติการในบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งมีน้ำแข็งมากมายซ่อนตัวอยู่ภายใต้เงามืดของหลุมอุกกาบาตจำนวนมาก ใครก็ตามที่ควบคุมแหล่งน้ำแข็งนี้ได้ก่อน ก็จะได้เปรียบในการตั้งถิ่นฐานนอกโลกระยะยาว จากการนำน้ำแข็งมาละลายเป็นน้ำดื่ม ผลิตเป็นอากาศหายใจ และแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงยานอวกาศ
ล่าสุดทางการจีนก็กำลังมีแผนปล่อยตัวภารกิจฉางเอ๋อ 7 (Chang'e-7) เดินทางไปยังขั้วใต้ของดวงจันทร์ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ นับเป็นชาติแรกของโลกที่จะส่งยานลงจอดไปยังขอบหลุมอุกกาบาตที่มีน้ำแข็งอยู่จริง ๆ ซึ่งภารกิจฉางเอ๋อ 7 นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนโครงการ ILRS (International Lunar Research Station) ที่มีเป้าหมายที่จะสร้างสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ในขณะที่ทางฝั่งสหรัฐอเมริการ่วมกับกลุ่มพันธมิตรจากยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ก็ประกาศความร่วมมือภายใต้ข้อตกลงอาร์ทิมิส (Artemis Accords) เพื่อสร้างฐานบนดวงจันทร์เช่นกัน
ภาพจำลองยานฉางเอ๋อ 7 : ที่มาภาพ China Media Group
โดยภารกิจฉางเอ๋อ 7 ที่ทางการจีนจะส่งไปดวงจันทร์นั้นก็ประกอบไปด้วยส่วนประกอบหลายส่วนในการปล่อยตัวหนึ่งครั้ง ได้แก่ ยานโคจร ยานลงจอด รถสำรวจอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่ออกแบบมาให้กระโดดไปมาได้ เพื่อเข้าไปสำรวจในหลุมอุกกาบาตที่มีเงามืดปกคลุม หากภารกิจนี้สำเร็จ จีนก็อาจจะกลายเป็นชาติแรกที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของน้ำแข็งบนดวงจันทร์ได้สำเร็จด้วยข้อมูลจริงจากพื้นผิวจริง ๆ ไม่ใช่แค่การสำรวจจากวงโคจรเหมือนภารกิจก่อนหน้า
ทางฝั่งสหรัฐฯ เองก็มีแผนส่งหุ่นยนต์รถสำรวจอัตโนมัติไปหาน้ำแข็งบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์เช่นเดียวกับภารกิจฉางเอ๋อ 7 ของจีน ชื่อว่าภารกิจไวเปอร์ (VIPER) แต่ทว่าองค์การนาซาก็ได้ยกเลิกโครงการนี้ไปด้วยปัญหาด้านงบประมาณไปในปี 2024 ก่อนที่จะกลับมารื้อฟื้นโครงการอีกครั้งช่วงปลายปี 2025 ด้วยการส่งต่อให้บริษัทเอกชนที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่าง Blue Origin ในการพัฒนาและนำส่งไปดวงจันทร์แทนในปี 2027 ซึ่งช้ากว่ากำหนดการปล่อยตัวของภารกิจฉางเอ๋อ 7 ถึง 1 ปีเต็ม ๆ
ส่วนในด้านของภารกิจสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์โดยมนุษย์นั้น ทางองค์การนาซาก็วางแผนไว้ในภารกิจอาร์ทิมิส 4 ภายในปี 2028 แต่กำหนดการนี้ก็มีแนวโน้มที่จะถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ ด้วย 2 ปัจจัยที่ซ้อนทับกัน ปัจจัยแรกคือระบบยานลงจอดที่จะนำนักบินอวกาศลงไปยังพื้นผิว หรือที่เรียกกันว่า HLS (Human Landing System) ซึ่งจะดำเนินการพัฒนาก่อสร้างโดยบริษัท SpaceX และ Blue Origin ที่ก็ต่างประสบปัญหาซับซ้อนกว่าที่คาดไว้มาก
ยานสตาร์ชิปของบริษัท SpaceX ที่จะส่งนักบินอวกาศสหรัฐฯ กลับไปดวงจันทร์ : ที่มาภาพ SpaceX
เริ่มจากระบบยานสตาร์ชิปของ SpaceX ที่จะใช้เป็นยานลงจอดดวงจันทร์จะต้องเติมเชื้อเพลิงบนวงโคจรโลก ก่อนที่จะสามารถเดินทางไปดวงจันทร์ได้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ยังไม่เคยมีใครทำสำเร็จในระดับที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน จนคณะกรรมการที่ปรึกษาความปลอดภัยของนาซาเองก็ยังเตือนว่าโครงการนี้อาจล่าช้าได้เป็นปี ๆ
แถมยานลงจอด Blue Moon รุ่นทดสอบของบริษัท Blue Origin ก็ต้องเลื่อนปล่อยออกไปแบบไม่มีกำหนดหลังจากจรวด New Glenn ของ Blue Origin ระเบิดกลางแท่นปล่อยที่แหลมคานาเวอรัลเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ปี 2026 ที่ผ่านมา ระหว่างการทดสอบจุดระเบิดเครื่องยนต์ ซึ่งแรงระเบิดได้ทำลายโครงสร้างแท่นปล่อยจนเกิดความเสียหายอย่างหนักหน่วง
ส่วนปัจจัยที่สามคือความไม่แน่นอนของตัวนโยบายเอง เพราะทางนาซาก็เคยปรับเปลี่ยนภารกิจส่งมนุษย์ไปยังพื้นผิวบริเวณขั้วใต้มาแล้วครั้งหนึ่ง จากภารกิจอาร์ทิมิส 3 ไป ที่จะลงจอดบนดวงจันทร์จริง ๆ ให้เป็นแค่ทดสอบระบบเชื่อมต่อในวงโคจรโลกแทนในปี 2027 แล้วผลักภารกิจลงจอดจริงไปไว้ที่อาร์ทิมิส 4 ในปี 2028
ทว่าหากเรามามองที่โครงการสำรวจดวงจันทร์ด้วยมนุษย์ของจีน ทางการจีนก็ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดมากนัก สวนทางกับข้อมูลภารกิจฉางเอ๋อ 7 จนสำนักข่าวรอยเตอร์สกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าจีนกำลังปิดปากเงียบสนิท ไม่มีแม้แต่กระทั่งรายละเอียดจุดลงจอด โดยงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Astronomy เมื่อต้นปีที่ผ่านมาชี้ว่าจีนน่าจะเลือกจุดลงจอดยานที่มีมนุษย์ไปด้วยครั้งแรกใกล้เส้นศูนย์สูตรบนด้านใกล้ของดวงจันทร์มากกว่า ไม่ใช่ขั้วใต้ตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนคาดไว้
เหตุผลก็คือพื้นที่แถบเส้นศูนย์สูตรมีความเสี่ยงด้านวิศวกรรมต่ำกว่ามาก ภูมิประเทศเรียบกว่า สื่อสารกับโลกได้ตลอดเวลา ไม่ต้องแก้ปัญหาการลงจอดแม่นยำในพื้นที่ขรุขระเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตแบบขั้วใต้ พูดง่าย ๆ คือจีนเลือกเดินตามรอยของโครงการอพอลโล เป็นก้าวแรกที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด แล้วค่อยขยับไปสำรวจพื้นที่ยากอย่างขั้วใต้ในภารกิจถัดไป ส่วนแผนก่อสร้างฐานดวงจันทร์ภายใต้โครงการ ILRS เองก็ยังคงเล็งไปที่ขั้วใต้เช่นเดิม เพราะทรัพยากรน้ำแข็งอยู่ที่นั่น
ภูมิประเทศบริเวณเส้นศูนย์สูตรของดวงจันทร์ที่ได้ไว้จากภารกิจอพลอลโล 16 : ที่มาภาพ NASA
มิเชล แฮนลอน (Michelle L.D. Hanlon) ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายอวกาศที่เขียนบทความเปรียบเทียบไว้ว่าโครงการของจีนถือว่าเป็นโครงการแบบปิด ต่างจากอาร์ทิมิสที่เปิดเผยทุกขั้นตอนต่อสาธารณชน ซึ่งสะท้อนปรัชญาที่ต่างกัน ฝั่งสหรัฐฯ ใช้ความโปร่งใสสร้างบรรทัดฐานสากลว่าใครควรมีสิทธิ์อะไรในอวกาศ ส่วนจีนเลือกควบคุมข้อมูลตามระบบการเมืองภายในของตัวเอง
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือประเด็นภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ สื่อ Malay Mail รายงานว่าจีนหลีกเลี่ยงคำว่า "การแข่งขันด้านอวกาศ" หรือ Space Race อย่างจงใจ แม้ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกจะเตือนว่าฐานดวงจันทร์ของจีนอาจท้าทายอิทธิพลของสหรัฐฯ บริเวณขั้วใต้ได้จริง ในขณะเดียวกัน บทวิเคราะห์จากสื่อออนไลน์ด้านอวกาศชื่อดังอย่าง SpaceNews กลับวิจารณ์โครงการอาร์ทิมิสของสหรัฐฯ เองว่าเต็มไปด้วยปัญหางบประมาณบานปลาย ปัญหาด้านเทคนิค เงินทุนไม่เพียงพอ ความไม่แน่นอนเชิงยุทธศาสตร์ และความล่าช้าจากระบบราชการที่กลายเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างตรงไปตรงมา ในขณะที่จีนกำลังเดินหน้าไปอย่างสม่ำเสมอทีละก้าว ไม่มีการเปลี่ยนแผนกลางคันแบบที่สหรัฐฯ เจอมาหลายรอบ
ทว่าความเงียบของจีนเองก็มีต้นทุนซ่อนอยู่เช่นกัน เพราะการที่โลกภายนอกสามารถตรวจสอบความคืบหน้าจริงของโครงการมนุษย์จีนไม่ได้ ก็หมายความว่าหากเกิดความล่าช้าหรือปัญหาทางเทคนิคขึ้นจริง จีนก็มีพื้นที่ที่จะปกปิดหรือเลื่อนกำหนดการได้โดยที่ไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากสาธารณะมากเท่ากับที่องค์การนาซาของสหรัฐฯ ต้องเผชิญ ซึ่งมักถูกกดดันผ่านรายงานของหน่วยงานตรวจสอบรัฐบาลอย่าง GAO และคณะกรรมการที่ปรึกษาความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่โครงการมนุษย์ของจีนยังเงียบอยู่ จีนก็ได้เปิดเผยความคืบหน้าด้านเทคโนโลยีจรวดอย่างเต็มที่ ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ปี 2026 จรวด Long March-10B ได้ขึ้นบินครั้งแรกจากฐานปล่อยจรวด ณ มณฑลไห่หนาน ก่อนที่จรวดท่อนแรกจะกลับมาลงจอดสำเร็จด้วยระบบตาข่ายดักจับกลางทะเล ทำให้จีนกลายเป็นชาติที่ 3 ของโลกที่สามารถนำจรวดบางส่วนกลับมาใช้ใหม่ได้สำเร็จ ความสำเร็จนี้ทำให้จีนกลายเป็นชาติที่สองของโลก ต่อจากสหรัฐฯ
จรวด Long March-10B ท่อนแรกที่กลับมาลงจอดได้สำเร็จ : ที่มาภาพ CCTV
โดยจรวด Long March-10B นั้นเป็นจรวดที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับภารกิจมนุษย์ไปดวงจันทร์ในอนาคต ยิ่งจรวดใช้ซ้ำได้มากเท่าไหร่ ต้นทุนต่อเที่ยวบินก็ยิ่งถูกลงเท่านั้น และยิ่งถูกลงเท่าไหร่ จีนก็ยิ่งส่งอุปกรณ์ก่อสร้างฐานดวงจันทร์ขึ้นไปได้ถี่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าถึงอวกาศได้ในต้นทุนที่ต่ำลงเรื่อย ๆ ในระยะยาว
ถ้าหากมองแค่ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ก็ดูเหมือนจีนว่าจีนกำลังจะมีความได้เปรียบเหนือกว่าฝั่งสหรัฐอเมริกา แต่โครงการ ILRS กลับมีจุดอ่อนจากความร่วมมือของชาติพันธมิตรของจีนที่ยังทำงานเข้าขากันไม่ได้เท่าที่ควร โดยเฉพาะรัสเซีย ที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ ILRS ด้วยกันกับจีน
นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2022 สถานะของรัสเซียในโครงการ ILRS ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด องค์การอวกาศยุโรปหรือ ESA ประกาศต่อสาธารณะว่าจะไม่เข้าร่วมโครงการ ILRS ตราบใดที่รัสเซียยังมีส่วนร่วมอยู่ในโครงการ ทำให้จีนต้องหันไปดึงพันธมิตรจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาแทน ไล่ตั้งแต่ เวเนซุเอลา เบลารุส ปากีสถาน อาเซอร์ไบจาน แอฟริกาใต้ อียิปต์ นิการากัว เซอร์เบีย คาซัคสถาน และประเทศไทยเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อตกลงระดับมหาวิทยาลัยหรือองค์กรเอกชนมากกว่าข้อตกลงระดับรัฐบาลอย่างเต็มรูปแบบ จนอาจกล่าวได้ว่าจีนประสบปัญหาในการดึงพันธมิตรในระดับชาติเข้ามาร่วมโครงการก็ว่าได้ ขณะที่พันธมิตรของทางฝั่งสหรัฐฯ มีเทคโนโลยีการช่วยเหลือเติมเต็มโครงการอาร์ทิมิสที่ดีกว่าฝั่ง ILRS มาก
โดยทางรัสเซียเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ILRS โดยตรง เริ่มจากยาน Luna-25 ที่ควรจะเป็นก้าวแรกของรัสเซียที่จะส่งหุ่นยนต์สำรวจกลับไปยังดวงจันทร์ในรอบเกือบ 50 ปี ก็กลับล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าจากระบบขับดันเชื้อเพลิงที่ผิดพลาดจนยานตกกระแทกพื้นผิวดวงจันทร์ในเดือนสิงหาคม ปี 2023 ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อในยูเครนก็ดึงงบประมาณและทรัพยากรของรัสเซียไปมหาศาล จนภาคอวกาศของรัสเซียเองก็อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ
ตามรายงานของนิตยสาร Scientific American จีนเองก็เริ่มลดการพูดถึงรัสเซียในฐานะพันธมิตร ILRS ต่อสาธารณะ ทั้งที่ในทางเทคนิคแล้วรัสเซียยังคงมีบทบาทสำคัญด้านเทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อวกาศที่จำเป็นสำหรับฐานบนดวงจันทร์ในอนาคตอยู่ ความสัมพันธ์ที่กำกวมแบบนี้สะท้อนว่าจีนเองก็คงอึดอัดกับสถานะของรัสเซียไม่น้อย แต่ยังไม่กล้าตัดขาดโดยสมบูรณ์ เพราะเทคโนโลยีบางส่วนยังต้องพึ่งพากันและกันอยู่
เมื่อรวมปัจจัยหลายด้านเข้าด้วยกัน คำถามที่ว่าใครจะชนะศึกอวกาศครั้งนี้ ก็อาจเป็นคำถามที่ตอบได้ยาก เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดอ่อนที่อาจทำให้แผนทั้งหมดสะดุดได้ง่าย ๆ ไปหมดเลย ฝั่งสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับปัญหาเชิงนโยบาย เชิงงบประมาณ และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ขณะที่ฝั่งจีนเองก็เผชิญกับปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนจากชาติพันธมิตร และปัญหาอื่น ๆ ที่จีนได้ซุกซ่อนไว้ใต้พรมที่เรายังไม่รู้
การแข่งขันกลับไปดวงจันทร์ในครั้งนี้ไม่ได้วัดกันที่ใครไปถึงก่อน แต่วัดกันที่ใครสามารถอยู่บนดวงจันทร์ได้นานที่สุดต่างหาก ซึ่งชาตินั้นจะเป็นผู้มีสิทธิในการวางรากฐานการใช้ทรัพยากรบนดวงจันทร์ในอนาคต ไม่มีใครรู้ว่าทั้งสองชาติมหาอำนาจนี้จะสามารถสร้างฐานบนดวงจันทร์ได้จริงหรือไม่ในอีกสิบปีข้างหน้า หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่งบทเรียนของความทะเยอทะยานที่ไปได้ไม่ถึงฝั่งกันแน่
ภาพจำลองฐานบนดวงจันทร์ในอนาคต : ที่มาภาพ SpaceX
อัปเดตข้อมูลแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รู้ทันโลกไอที และโซเชียลฯ ในรูปแบบ Audio จาก AI เสียงผู้ประกาศของไทยพีบีเอส ได้ที่ Thai PBS
ที่มาข้อมูล : space, spacenews, spacepolicyonline, cbsnews, theregister
“รอบรู้ ดูกระแส ก้าวทันโลก” ไปกับ Thai PBS Sci & Tech









